ยินดีต้อนรับ Travel Square Network แหล่งรวมข้อมูล ท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว การท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่เที่ยว ท่องเที่ยวทั่วไทย ที่ท่องเที่ยว

เว็บท่องเที่ยว แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว การท่องเที่ยวไทย ที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย แหล่งท่องเที่ยวไทย ของทุก ๆ คนSign-up here »

Already a member?

Remember Me

Archives for ท่องเที่ยวเขตหลักสี่

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (อังกฤษ: Thai Public Broadcasting Service) หรือเรียกโดยย่อว่า “ส.ส.ท.” (อังกฤษ: TPBS) เป็นหน่วยงานของรัฐ มีสถานะเป็นนิติบุคคลมหาชน ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีหน้าที่เป็นสื่อสาธารณะด้านวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ดำเนินการด้วยทุน ทรัพย์สิน และรายได้ของตน ภายในวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคมให้มีคุณภาพและคุณธรรมผ่านข่าวสารที่เที่ยงตรง เพื่อผลิตรายการข่าวสารที่มีสารประโยชน์ทางด้านการศึกษาและสาระบันเทิงในสัดส่วนที่เหมาะสม ทั้งนี้ โดยปราศจากอคติทางการเมืองและผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ และโดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เกิดขึ้นหลังจากการที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรียึดสัมปทานคลื่นความถี่และเครื่องส่งโทรทัศน์ช่องสัญญาณระบบยูเอชเอฟออกอากาศช่อง 29 คืนจาก บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และรัฐบาลของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้นำช่องสัญญาณดังกล่าวมาจัดตั้งเป็น สถานีโทรทัศน์สาธารณะ โดยมี กรมประชาสัมพันธ์ เป็นผู้ดำเนินงานชั่วคราว และต่อมาองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยได้รับจัดตั้งตามกฎหมาย โดย องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้บริหาร “สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส” เริ่มออกอากาศอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 หลังจากผ่านการทดลองออกอากาศเป็นเวลา 1 เดือน

ประวัติ
ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2549 ให้ไอทีวี กลับไปจ่ายค่าสัมปทานปีละ 1,000 ล้านบาทต่อปีตามเดิม และต้องปรับผังรายการในช่วงพาร์มไทม์ (เวลาประมาณ 19.30 น.-21.30 น.) โดยต้องมีรายการสาระประโยชน์ร้อยละ 70 ส่วนรายการสาระบันเทิงให้เหลือร้อยละ 30 ตั้งแต่ 1 เมษายน พ.ศ. 2547 จึงมีการร้องขออนุญาโตตุลาการ ว่า ไอทีวี มีรายการสาระประโยชน์ ร้อยละ 50 และมีรายการสาระบังเทิง ร้อยละ 50 และหลังจากนั้นทางไอทีวี หาค่าปรับมาจ่ายให้กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีไม่ได้ จึงต้องยึดคืนสัมปทานคลื่นความถี่ กลับมาเป็นของรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2550 อันเนื่องมาจากกรณีพิพาทเกี่ยวกับสัมปทานและคลื่นความถี่ระหว่างรัฐและบริษัท และปัญหาค่าใช้จ่าย โดยรัฐบาลรับกิจการไปดำเนินการแทนและต้องออกอากาศในชื่อใหม่ คือ ทีไอทีวี โดยออกอากาศตั้งแต่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2550 – 14 มกราคม พ.ศ. 2551

ช่วงกลางปีพ.ศ. 2550 คณะรัฐมนตรีของรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ และเสียงส่วนใหญ่จากการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติให้ทีไอทีวี เป็นทีวีสาธารณะ เมื่อพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มีผลบังคับใช้ กรมประชาสัมพันธ์ สำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งที่ 25/2551 ลงวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2551 สั่งให้ สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ยุติการแพร่ภาพออกอากาศซึ่งให้งสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้กำกับดูแลอยู่เป็นการชั่วคราวแล้วและเปลี่ยนชื่อสถานีโทรทัศน์พิพาทจาก “ไอทีวี” เป็น “ทีไอทีวี” ต่อมาองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้รับโอนกิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ หนี้ สิทธิ คลื่นความถี่ และภาระผูกพันของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาดำเนินการต่อ ทั้งนี้ตามความในมาตรา 57 แห่งพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551

โครงสร้างการบริหาร
พระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 กำหนดโครงสร้างการบริหารงานของ ส.ส.ท. เป็น 2 ส่วน คือ คณะกรรมการนโยบาย และคณะกรรมการบริหาร โดยบทเฉพาะกาล มาตรา 58 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการจำนวนไม่เกิน 5 คน เพื่อปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการนโยบายชั่วคราวไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบาย โดยที่การสรรหาคณะกรรมการนโยบายนั้น ให้สรรหาภายใน 180 วันนับแต่วันใช้บังคับ โดยให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการในการสรรหา

คณะกรรมการนโยบาย
คณะกรรมการนโยบาย มีจำนวนทั้งหมด 9 คน ประกอบด้วย ประธานกรรมการ และกรรมการอื่นๆ อีกไม่เกิน 8 คน ซึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านสื่อสารมวลชน 2 คน ด้านบริหารจัดการองค์กร 3 คน และด้านประชาสังคม 4 คน
มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบาย ให้ความเห็นชอบในแผนการดำเนินงาน แผนการจัดผังรายการ และแผนงบประมาณขององค์การ กำหนดระเบียบการดำเนินงาน และคุ้มครองสวัสดิภาพ และความอิสระในการทำงานของพนักงานในองค์การ รวมถึงการควบคุมดำเนินงานคณะกรรมการบริหาร โดยที่คณะกรรมการนโยบายมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี

คณะกรรมการนโยบายชุดปัจจุบัน
คณะกรรมการนโยบายชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย

ด้านบริหารจัดการองค์กร
นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป (ประธาน)
นางจินตนา พันธุฟัก
นายศิริชัย สาครรัตนกุล

ด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชนฯ หรือ ท้องถิ่นการเรียนรู้และศึกษา การคุ้มครองและพัฒนาเด็ก เยาวชนหรือครอบครัว หรือ การส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
นายกมล กมลตระกูล
ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน
นางมัทนา หอมลออ
ผศ.ดร.อรศรี งามวิทยาพงศ์

ด้านสื่อสารมวลชน
นายสมชัย สุวรรณบรรณ (กลับมาเป็นคณะกรรมการนโยบายฯอีกครั้งหนึ่ง) ( 2 สิงหาคม พ.ศ. 2551 – 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553 และ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 – ปัจจุบัน)
รศ. มาลี บุญศิริพันธ์

อดีตคณะกรรมการนโยบาย
คณะกรรมการนโยบายที่พ้นจากตำแหน่ง จำนวน 4 คน ด้วยวิธีการจับฉลาก เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ศาสตราจารย์เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม (ประธาน)
นายจอน อึ๊งภากรณ์
นายสมชัย สุวรรณบรรณ
นางเอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์

คณะกรรมการบริหาร
คณะกรรมการบริหารมีทั้งหมด 11 คน ประกอบด้วยผู้อำนวยการเป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้บริหารระดับรองผู้อำนวยการจำนวนไม่เกิน 6 คน และกรรมการบริหารจำนวนไม่เกิน 4 คน ทำหน้าที่ในการควบคุมดูแลการผลิตรายการของสถานีโทรทัศน์ ควบคุมการดำเนินงานขององค์การ จัดทำแผนการดำเนินงาน รวมไปจนถึงประเมินคุณภาพของรายการ ทั้งนี้คณะกรรมการบริหารมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปีเช่นเดียวกับคณะกรรมการนโยบาย

คณะกรรมการบริหารชุดปัจจุบัน
เทพชัย หย่อง (ประธาน)
วสันต์ ภัยหลีกลี้
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
ดิษสุวรรณ สามพี่น้อง
วุฒิ ลีลากุศลวงศ์
ทักษิณา ชัยอิทธิพรวงศ์
นคร ชมพูชาติ
ผศ.นลินี สีตะสุวรรณ
สุรีรัตน์ ตรีมรรคา

อดีตคณะกรรมการบริหาร
ผศ.ดร.จันทจิรา เอี่ยมมยุรา อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
รศ.สดศรี เผ่าอินจันทร์ คณบดีคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เถกิง สมทรัพย์
บุญชาย ศิริโภคทรัพย์
พรรณิภา โสตถิพันธุ์
พรพิมล เสนผดุง
สุวิทย์ สาสนพิจิตร์
อโณทัย อุดมศิลป์

ทุนขององค์การฯ
ตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 มาตรา 11 นั้น กำหนดแหล่งที่มาของเงินทุนที่จะใช้ในการบริหารงานส.ส.ท.ไว้ดังต่อไปนี้

เงินบำรุงองค์การที่จัดเก็บตามมาตรา 12
เงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนมาตามมาตรา 57 หรือตามกฎหมายอื่น (ในที่นี้ เงินและทรัพย์สินตามมาตรา 57 คือเงิน และทรัพย์สินของสถานีโทรทัศน์ทีไอทีวีเดิม)
ทุนประเดิมที่รัฐจ่ายให้เป็นการอุดหนุนตามมาตรา 60 (รัฐประเดิมทุนให้ได้สูงสุดไม่เกิน 2,000 ล้านบาท)
ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง ค่าบริการ หรือค่าตอบแทนอื่นใดในการให้บริการ
เงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ได้รับจากผู้สนับสนุนองค์การ
รายได้หรือการหาประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาขององค์การ
ดอกผลที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินขององค์การ
สำหรับการรับเงินตามข้อ 5 ต้องไม่เป็นการกระทำที่ทำให้องค์การขาดความเป็นอิสระในการดำเนินงาน หรือให้กระทำการอันขัดหรือแย้งต่อวัตถุประสงค์ขององค์การ และการรับเงินตามข้อ 2 และ 3 ต้องนำไปใช้ในการสนับสนุนพัฒนาศักยภาพ และให้โอกาสสร้างสรรค์แก่ผู้ผลิตรายการอิสระในอัตราที่คณะกรรมการนโยบายกำหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละสิบของรายได้ดังกล่าว ทั้งนี้ รายได้ของส.ส.ท. ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง และกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

ที่มาของเงินบำรุงองค์การฯ ตามมาตรา 12
ถือเป็นมิติใหม่ประการหนึ่งของวงการสื่อสารมวลลชน จากการที่พรบ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธาณะแห่งประเทศไทย กำหนดให้ส.ส.ท. มีอำนาจจัดเก็บเงินบำรุงองค์การจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละ 1.5 ของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ และจัดสรรให้เป็นรายได้ขององค์การ โดยให้มีรายได้ สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกิน 2,000 ล้านบาท (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจปรับเพดานสูงสุดของเงินได้ทุกๆ 3 ปี) ถือเป็นการจัดเก็บภาษีจากกลุ่มผู้ที่ค้า และจำหน่ายสุรา กับบุหรี่มาให้เป็นเงินบำรุงองค์การ ซึ่งเป็นมาตรการใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้มีทั้งผู้ที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย อย่างไรก็ดี การจัดเก็บเงินบำรุงองค์การนี้ กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิตเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งรายได้ส่วนนี้เพื่อมาเป็นเงินบำรุงองค์การ โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน เว้นแต่ว่าจะเกินกว่าที่กำหนด จึงนำส่งส่วนที่เหลือเป็นรายได้แผ่นดินต่อไป

ที่ทำการ1010 อาคารสำนักงานชั่วคราว ชั้น 13 ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร (15 มกราคม พ.ศ. 2551 – 8 เมษายน พ.ศ. 2554)
145 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 (9 เมษายน พ.ศ. 2554 – ปัจจุบัน)

หน่วยงานในสังกัด

สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เป็นสถานีโทรทัศน์ออกอากาศผ่านเสาอากาศพื้นดินแห่งที่ 6 ของประเทศไทย เริ่มแพร่ภาพออกอากาศครั้งแรก เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2539 ภายใต้ชื่อ สถานีโทรทัศน์ไอทีวี และ สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี ซึ่งทั้ง 2 สถานีโทรทัศน์เดิมนั้น เป็นยุคของสถานีโทรทัศน์เสรี และได้ออกอากาศในฐานะที่เป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2551 และ 1 เดือนหลัง คือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ในปีเดียวกันนั้น สถานีฯ ก็ได้ออกอากาศอย่างเป็นทางการ ทางสถานีฯ ได้ส่งสัญญาณออกอากาศทางโทรทัศน์สีในระบบยูเอชเอฟ ช่อง 29 ซึ่งเครื่องส่งที่กรุงเทพฯ และในภูมิภาคดังกล่าวนั้น เคยเป็นทรัพย์สมบัติเดิมของ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เคยเป็นเจ้าของมาก่อน และในอนาคต จะสามารถจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ในส่วนภูมิภาค ในระยะเวลาอันใกล้

สถานีฯ ได้นำเสนอการรายงานข่าวสาร สาระบันเทิง รายการเพื่อเด็กและเยาวชน และรายการความรู้ ที่บริหารด้วยความเป็นไทย มีความสมดุล ซื่อตรงต่อจรรยาบรรณ โดยมุ่งดำเนินการโดยปราศจากอคติทางการเมือง และผลประโยชน์เชิงพาณิชย์ เป็นต้น

สภาผู้ชมและผู้ฟังรายการ
เป็นส่วนหนึ่งของ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ที่มีสมาชิก 50 คน ที่คัดเลือกจากผู้สมัครจากแต่ละกลุ่ม มากลุ่มละ 4 คน และคณะกรรมนโยบายมาคัดเลือกอีกทีหนึ่งโดยคัดเลือกให้เลือกเพียง 50 คนที่ กฎหมาย เพื่อเป็นกลไลในการรับฟังความคิด นอกจากนี้ยังผู้ตรวจสอบภายในและศูนย์เพื่อนไทยพีบีเอส เพื่อให้ไทยพีบีเอส วิทยุไทย และสื่อใน องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เป็นสิ่งที่ตอบสนองคนทุกกลุ่มได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรม

ผลการดำเนินงานขององค์การฯ
รายงานผลการดำเนินงานต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พ.ศ. 2552
วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552 จากการอภิปรายของ ส.ส. ระหว่างรับทราบรายงานผลการดำเนินงานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ส.ท. นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ชี้แจงถึงหลักการบริหารจัดการงบประมาณของสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย โดยย้ำถึงความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ พร้อมเปรียบเทียบตัวเลขค่าตอบแทนของพนักงาน การผลิตและการจัดหารายการน้อยกว่าสถานีโทรทัศน์ช่องอื่น ๆ และยืนยันถึงกระบวนการตรวจสอบด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง หากเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ส่วนเนื้อหาในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารผู้อำนวยการ สสท. ยืนยันว่า มีความเป็นอิสระและเกิดประโยชน์กับประชาชน รวมถึงการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการทำหน้าที่สื่ออย่างสร้างสรรค์ แต่ยอมรับว่าระยะเวลาทำงาน 1 ปีที่ผ่านมา ส.ส.ท. ยังไม่สามารถทำหน้าที่สื่อสาธารณะได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนหน้านี้ ส.ส. ต่างลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเป็นห่วงกรณีความไม่โปร่งใสในการบริหารงบประมาณของทีวีไทย ซึ่งมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่เดือนมกราคม ถึง ธันวาคม 2551 กว่า 1,000 ล้านบาท แต่รายงานสรุปที่นำเสนอต่อสภาฯ ไม่ชัดเจน ทั้งเงินเดือนและค่าตอบแทนพนักงาน ค่าลิขสิทธิ์สารคดี และต้นทุนผลิตรายการและการทำธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงวางโครงการก่อสร้างที่ทำการทีวีไทย และยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการฝากบุคคลเข้าเป็นพนักงาน การห้ามนักการเมืองระดับรองนายกรัฐมนตรีและนักวิชาการบางคนออกรายการของสถานี นอกจากนี้ ส.ส. หลายคนยังได้อภิปรายเสนอแนะให้ทีวีไทยเป็นสื่อที่กล้าแสดงจุดยืนในช่วงที่เกิดวิกฤตทางการเมือง เพราะที่ผ่านมา ทีวีไทย ทำหน้าที่เพื่อเป็นทางออกท่ามกลางความขัดแย้งในสังคมได้ เช่น เหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศไทย เมษายน พ.ศ. 2552

รายงานผลการดำเนินงานต่อสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2552
วันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

รายงานผลการดำเนินงานต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานในการพิจารณารับทราบผลการปฏิบัติงานประจำปี 2553 ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) โดยมีประธานกรรมการนโยบาย นพ.(พลเดช ปิ่นประทีป) และ นายเทพชัย หย่อง ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือ ส.ส.ท. ชี้แจงผลการปฏิบัติงานประจำปี 2553 โดยย้ำถึงหลักการนำเสนอที่ยึดประโยชน์สาธารณะ แม้จะมีรายการหรือละครที่เข้าข่ายบันเทิงก็ตาม

โครงการในอนาคต
อาคารสำนักงานใหญ่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์อาคารสำนีกงานใหญ่ ส.ส.ท. เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552 อาคารสำนักงานถาวรของ ส.ส.ท. ประกอบด้วย อาคารอำนวยการ อาคารปฏิบัติการวิทยุและโทรทัศน์ อาคารบริการ และอาคารศูนย์การเรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีสวนสาธารณะพื้นที่ 2 ไร่ พื้นที่แห่งนี้จะเป็นที่ตั้งอาคารปฏิบัติการของสื่อสาธารณะที่ครบวงจร ควบคู่กับการสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและประชาชน อาคารสำนักงานใหญ่แห่งใหม่พร้อมปฏิบัติการในวันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

รายนามผู้อำนวยการ
รายนามผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) มีดังต่อไปนี้

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย
รายนามผู้อำนวยการ วาระการดำรงตำแหน่ง
1. นายเทพชัย หย่อง 15 มกราคม พ.ศ. 2551 – 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551 (รักษาการ)
10 ตุลาคม พ.ศ. 2551 – ปัจจุบัน

 

Share

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ เป็นสถาบันอิสระภายใต้การกำกับดูแลของทบวงมหาวิทยาลัย มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการสนับสนุนด้านการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งในด้านทุนวิจัย สนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือศึกษาวิจัยที่ทันสมัยรวมทั้งนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่มีคุณภาพ

สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2530 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี รับผิดชอบการดำเนินงานโดยมูลนิธิจุฬาภรณ์

ที่อยู่ : 54 หมู่ 4 ถนนวิภาวดีรังสิต หลักสี่ กรุงเทพฯ 10210
เบอร์โทร : 0-2576-6000

Share

ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ เป็นสถานที่ที่รวมหน่วยงานราชการต่างๆไว้ในที่เดียวกัน รวมทั้งสิ้น 29 หน่วยงาน เช่น กระทรวงยุติธรรม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นต้น โดยมีแนวคิดในการบริหารพื้นที่ราชพัสดุ และทรัพยากรของราชการร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หน่วยงานที่ใช้พื้นที่ศูนย์ราชการ

อาคารรัฐประศาสนภักดี (รวมหน่วยงานราชการ)
สถาบันนิติวิทยาศาสตร์
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)
สำนักงานสถิติแห่งชาติ
สำนักงานนิติวิทยาศาสตร์ตำรวจ
สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
กรมการพัฒนาชุมชน
กรมที่ดิน
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
กรมธนารักษ์
สำนักงานสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 9 กรมสรรพากร
สถาบันพระปกเกล้า
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน
สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน)
องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (รวมหน่วยงานยุติธรรม)
สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม
กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
กรมคุมประพฤติ
ศาลรัฐธรรมนูญ
สำนักงานอัยการสูงสุด
ศาลฎีกา
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
ศาลล้มละลายกลาง
สำนักกิจการยุติธรรม

Share

เขตหลักสี่ เป็น 1 ใน 50 เขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร อยู่ในกลุ่มเขตพระนครเหนือ ซึ่งถือเป็นเขตที่อยู่อาศัยรองรับการขยายตัวของเมือง ทางทิศตะวันออก (ตอนเหนือ) ของกรุงเทพมหานคร

สำนักงานเขต
ที่ตั้ง เลขที่ 999 หมู่ที่ 2 ซอยแจ้งวัฒนะ 10 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงตลาดบางเขน
เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
หมายเลขโทรศัพท์ 0 2982 2081-2
หมายเลขโทรสาร 0 2576 1380

ที่ตั้งและอาณาเขต
ตั้งอยู่บริเวณทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาหรือฝั่งพระนคร มีอาณาเขตติดต่อกับพื้นที่การปกครองต่าง ๆ เรียงตามเข็มนาฬิกา ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตดอนเมือง มีคลองตาอูฐ คลองเปรมประชากร และคลองวัดหลักสี่เป็นเส้นแบ่งเขต
ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตบางเขน มีคลองถนนเป็นเส้นแบ่งเขต
ทิศใต้ ติดต่อกับเขตจตุจักร มีคลองบางเขนและคลองลาดยาวเป็นเส้นแบ่งเขต
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอเมืองนนทบุรีและนครปากเกร็ด (จังหวัดนนทบุรี) มีคลองประปาเป็นเส้นแบ่งเขต

ที่มาของชื่อเขต
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการขุดคลองต่าง ๆ เพื่อเป็นทางลัดสู่จังหวัดต่าง ๆ ที่อยู่รอบนอกพระนคร โดยจะกำหนดหลักบอกระยะทางของคลองที่ขุดทุกระยะ 100 เส้น หนึ่งในคลองเหล่านั้นก็ได้แก่ คลองเปรมประชากร ซึ่งขุดเชื่อมไปยังอำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ชุมชนที่ตั้งอยู่ที่หลักบอกระยะที่ 4 ของคลองนี้ จึงมีชื่อเรียกว่า “บ้านหลักสี่” ซึ่งชื่อหลักสี่นี้ ได้นำมาใช้เป็นชื่อสถานที่อื่น ๆ ในบริเวณนั้นอีก คือ วัดหลักสี่ สถานีรถไฟหลักสี่ และสี่แยกหลักสี่ (จุดตัดระหว่างถนนวิภาวดีรังสิตและถนนแจ้งวัฒนะ)

ประวัติศาสตร์

เดิมพื้นที่เขตหลักสี่อยู่ในเขตการปกครองของสำนักงานเขตบางเขน ต่อมาบริเวณนี้ได้รับการโอนย้ายไปอยู่ในเขตการปกครองของสำนักงานเขตดอนเมือง ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2532 ต่อมาในพื้นที่เขตดอนเมืองมีประชากรหนาแน่นมากขึ้น เพื่อความสะดวกในการปกครองและการบริหารงานราชการ จึงได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย เปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตดอนเมืองและจัดตั้ง เขตหลักสี่ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2540 โดยแบ่งพื้นที่ทางทิศใต้ของเขตดอนเมืองมาจัดตั้งเป็นพื้นที่ของเขต ปัจจุบันในเขตมีชุมชนทั้งหมด 52 ชุมชน แบ่งเป็นเคหะชุมชน 33 ชุมชน ชุมชนแออัด 11 ชุมชน และชุมชนหมู่บ้านจัดสรร 8 ชุมชน

การแบ่งเขตการปกครอง
เขตหลักสี่แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 2 แขวง (khwaeng) ได้แก่
1. แขวงทุ่งสองห้อง (Thung Song Hong)
2. แขวงตลาดบางเขน (Talat Bang Khen)
ตามประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง พื้นที่แขวงทุ่งสองห้อง และเปลี่ยนแปลงพื้นที่แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ ได้ใช้คลองเปรมประชากรฝั่งตะวันออกเป็นเส้นแบ่งเขตการปกครองระหว่าง 2 แขวงดังกล่าว

การคมนาคม
ในพื้นที่เขตหลักสี่มีทางสายหลัก ได้แก่
ถนนวิภาวดีรังสิต (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31)
ถนนงามวงศ์วาน (ส่วนหนึ่งของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 302)
ถนนแจ้งวัฒนะ (ส่วนหนึ่งของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304)
ทางยกระดับอุตราภิมุข
ถนนกำแพงเพชร 6
ถนนพิงคนคร มีไม้กั้นทางที่จะไปชุมชนเคหะ แขวงสีกัน เขตดอนเมือง
ถนนแสนหวี เป็นถนนที่เลี่ยงไม้กั้นทาง ถนนพิงคนครได้ เมื่อมาถึงบึงใหญ่เลยไป เลี้ยวซ้ายเข้าถนนน่านเจ้าจนถึงคลองประปาจะพบ ถนนแสนหวี ให้เลาะคลองประปา ไปจนเห็นทางตัน ให้เลี้ยวขวาซอยสุดท้าย ไปจนถึงแยกใหญ่ให้เลี้ยวซ้าย จะสามารถแขวงสีกัน เขตดอนเมืองได้
ถนนน่านเจ้า อยู่ทิศเหนือของบึงใหญ่ เริ่มจากถนนพิงคนคร ทิศตะวันออกของบึงใหญ่ จนถึงคลองประปา เป็นถนนแสนหวี

สถานที่สำคัญ
ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
กองบัญชาการทหารสูงสุด
กองบัญชาการกองทัพไทย
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ
เมืองทองนิเวศน์ 1
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์
สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมสอบสวนคดีพิเศษ
กรมการกงศุล กระทรวงการต่างประเทศ
ไทย พี บี เอส
โรงแรม มิราเคิล แกรนด์
สถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง
สถานีตำรวจนครบาลตลาดบางเขน
สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 7
กองกำกับการโรงเรียนตำรวจนครบาล
สโมสรตำรวจ
โรงเรียนไผทอุดมศึกษา
โรงงานโฟร์โมสต์ หลักสี่

ห้างสรรพสินค้า
เทสโก้ โลตัส แจ้งวัฒนะ
บิ๊กซี แจ้งวัฒนะ
ไอที สแควร์
ดิ อเวนิว แจ้งวัฒนะ

Share