ยินดีต้อนรับ Travel Square Network แหล่งรวมข้อมูล ท่องเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว การท่องเที่ยว สถานที่ท่องเที่ยว ที่เที่ยว ท่องเที่ยวทั่วไทย ที่ท่องเที่ยว

เว็บท่องเที่ยว แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว การท่องเที่ยวไทย ที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย แหล่งท่องเที่ยวไทย ของทุก ๆ คนSign-up here »

Already a member?

Remember Me

Archives for ท่องเที่ยวเขตบางกอกน้อย

ประวัติกองดุริยางค์ทหารเรือ

กองดุริยางค์ทหารเรือ ได้มีมาตั้งแต่ก่อนตั้งหน่วยทหารเรือเป็นกรมทหารเรือ โดยเริ่มมีขึ้นตั้งแต่การก่อตั้ง ?กรมทหารแตรมะรีน? เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2421 ในสมัยที่เรือพระที่นั่งเวสาตรีเข้ามาถึงใหม่ ๆ มี ร้อยเอกฟุสโก (Captain M. Fusco) เป็นครูและเป็นผู้บังคับบัญชา มีหน้าที่สำหรับบรรเลงในงานเกียรติยศและสำหรับลงประจำเรือพระที่นั่ง เวลาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสทางทะเล ทั้งในอ่าวไทยและในต่างประเทศ เช่น เมื่อคราวพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2440 ทางราชการได้จัดให้หน่วยดุริยางค์ภายใต้บังคับบัญชาของร้อยเอกฟุสโก ลงประจำเรือพระที่นั่งมหาจักรีเดินทางไปยุโรปด้วย ซึ่งกรมทหารแตรมะรีนในขณะนั้น คือ กองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพในปัจจุบัน

ปี พ.ศ. 2421 ทางราชการได้สั่งซื้อเรือเวสาตรีเข้ามาเป็นเรือพระที่นั่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หลวงชลยุทธโยธินทร์ (Andre du Plesis de Richelieu) ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดกรมแสง เป็นผู้บังคับการเรือพระที่นั่งเวสาตรีอีกตำแหน่งหนึ่ง ทหารที่ลงประจำเรือพระที่นั่งเวสาตรี ก็เป็นทหารของกรมแสงทั้งหมด (กรมยุทธการทหารบก 2541:227)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ครูทหารไทยที่ได้รับการฝึกจากอย่างฝรั่งมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 4 ชื่อครูเลิงเชิง นัยว่าเป็นญวน (ต่อมาเป็นขุนเจนกระบวนหัด) ครูสอนทหารมหาดเล็กในพระองค์ไปเป็นครูทหารเรือ ให้คุมทหารเรือมีหน้าที่ประจำเรือพระที่นั่ง และได้เป็นผู้คุมฝึกให้เกิดเป็นทหารแตรประจำเรือพระที่นั่งต่อมา สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ทรงคาดว่าครูเลิงเชิงเดิมมีเชื้อสายญวนหรือมอญ เมื่อย้ายไปเป็นทหารเรือ หรือสมัยนั้นเรียกว่าทหารมารีน ต้องใช้แตรวงประจำเรือโดยเฉพาะเรือพระที่นั่ง ก็มีครูแตรเป็นญวนอีกคนหนึ่งชื่อครูตั๊ง สอนได้ไม่นานก็ถึงแก่กรรม (พูนพิศ อมาตยกุล 2529)

บันทึกจากสาส์นสมเด็จ ซึ่งเป็นจดหมายโต้ตอบระหว่างสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนริศรานุวัติวงศ์กับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ลงวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2484 ได้กล่าวถึงเรือรบเทนเนสซี่ของทหารเรืออเมริกัน ซึ่งเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีในสมัยรัชกาลที่ 5 ว่า ?เรือเทนเนสซี่ที่เข้ามา มีนายพลเรือชื่อเรโนลด์ควบคุมมา ได้ยกแตรวงจากเรือรบนี้ขึ้นมาบรรเลงให้คนไทยฟังที่กรุงเทพฯ พระยาประภากรวงศ์ (ชาย บุญนาค) ขณะนั้นเป็นผู้บังคับการกรมทหารมารีนอยู่ ได้พบปะรู้จักกับครูแตรทหารอเมริกันจากเรือนี้ ชื่อ ฟุสโก (Fusco) ชอบใจจึงชวนให้มารับราชการเป็นครูแตรทหารเรือแทนครูตั้งที่ถึงแก่กรรม? ร้อยเอกฟุสโก เดิมเป็นชาวอิตาเลียน โอนสัญชาติเป็นอเมริกัน (สุกรี เจริญสุข วารสารเพลงดนตรี 2537:37)

นอกจากจะปรากฏในสานส์สมเด็จแล้ว หนังสือสารบาญบัญชีกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2426 ก็ได้อ้างไว้เด่นชัดเช่นกันว่าเป็นกัปตันและมารับหน้าที่เป็นนายวงแตรทหารมารีน (Captain M.Fusco, Band Master Royal Siamese Navy) แสดงว่าครูฟุสโก้ผู้นี้ เข้ามาอยู่เมืองไทยก่อนปี พ.ศ. 2426 แน่นอน สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ ทรงอธิบายต่อด้วยว่า ครูฟุสโกนี้เดิมเป็นชาวอิตาเลียน แล้วโอนสัญชาติเป็นอเมริกัน มาเป็นทหารเรืออเมริกัน แล้วจึงมาอยู่เมืองไทย เข้าใจว่าอยู่เมืองไทยระหว่าง พ.ศ. 2421-2445 จึงลาออกไป ตลอดเวลาได้เป็นครูแตรทหารเรือ ดังนั้นทหารเรือจึงได้ชื่อว่าเล่นเพลงฝรั่งเก่ง (พูนพิศ อมาตยกุล กองดุริยางค์ทหารบก 2529)

กองดุริยางค์ทหารเรือเริ่มมีในอัตรากำลังกองทัพเรือเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2448 มีชื่อว่า ?กองแตร? ขึ้นกับกรมทหารเรือฝ่ายบก มีนายเรือโทผู้ช่วย (เรือเอก) หลวงพิมลเสนี (หลำ) เป็นผู้บังคับกอง ขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ทรงดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมทหารเรือ นอกจากทรงเป็นนักปกครองที่ดีเลิศแล้ว พระองค์ยังทรงนำความเจริญมาให้แก่กองทัพเรืออย่างมากมาย และเนื่องจากทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการทหารจากประเทศเยอรมัน พระองค์ได้ทรงปรับปรุงกองทัพเรือไทยให้เหมาะสมกับกาลสมัย รวมทั้งกองแตรด้วย พระองค์ทรงโปรดดนตรีมากโดยเฉพาะดนตรีไทย ทรงเล่นเครื่องมือได้แทบทุกชนิด ส่วนดนตรีสากลทรงเล่นเปียโนได้และทรงเข้าพระทัยวิธีเคาะจังหวะเพลง ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือก็ทรงสนพระทัยในแตรวงทหารเรือมาก ทรงพยายามให้ ?กองแตร? เจริญและพัฒนาขึ้น ทรงกำหนดหลักสูตรการศึกษาวิชาการดนตรี เรียกว่า ?วิชาการแตร? ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2449 นับว่าแตรวงทหารเรือได้เจริญขึ้นอย่างมากสมดังพระประสงค์ของพระองค์ท่าน

ในปี พ.ศ. 2453 ขณะตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปเมืองเพชรบุรี พระองค์ได้นำทหารแตรรุ่นหนุ่มไป 4 นาย เพื่อฝึกหัดเป่าแตรให้ชำนาญ หนึ่งในนั้นคือ ว่าที่เรือตรีสุทธิ์ ศรีชญา ภายหลังย้ายไปเป็นครูแตรทหารบก รับพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์เป็น พันตรีหลวงประสานดุริยางค์ นอกจากนั้นยังทรงหาแผ่นเสียงจากต่างประเทศมาให้หัดฟังเป็นแบบอย่าง ทรงนิพนธ์เพลงไทยเขียนเป็นโน้ตสากลประทานให้ทหารแตรเป่าหลายเพลง เช่น เพลงแขกมอญบางขุนพรหม ซึ่งนิพนธ์ขึ้นขณะตามเสด็จประพาสเพชรบุรีในครั้งนั้น โดยมี ว่าที่เรือตรีสุทธิ์ ศรีชญา เป็นผู้เป่าแตรคอร์เน็ต (Cornet) เพื่อตรวจสอบเพลงให้ถูกต้องขณะทรงนิพนธ์ นอกจากนี้ยังมีเพลงเขมรพวง 3 ชั้น เพลงเขมรชมจันทร์ ซึ่งทรงดัดเพลงจากเพลงไทยเดิม คือเพลงบุหลันชกมวย 2 ชั้น ซึ่งเป็นเพลงทำนองเพลงเขมรเพื่อประทานให้แตรวงทหารเรือเป่านำแถวทหารในการปฏิบัติราชการต่าง ๆ เพลงสารถี 3 ชั้นทรงนิพนธ์ขึ้นเป็นทางเดี่ยวสำหรับแตรคอร์เน็ต โดยตั้งพระทัยไว้ให้เฉพาะพันตรีหลวงประสานดุริยางค์ เป่าแตรคอร์เน็ตประจำแตรวงทหารเรือ ซึ่งไม่มีผู้ใดเป่าได้ดีเท่า และยังมีอีกหลายเพลง เช่น เพลงสะบัดสะบิ้ง เพลงถอนสมอ เพลงทยอยเขมร เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นการบรรเลงของแตรวงโดยเฉพาะ คราวใดที่ต้องทรงงานหนักหรือมีอุปสรรคในพระดำริที่ยังไม่ชัดแจ้งแล้ว ทรงแก้พระอารมณ์ขุ่นมัวโดยการเสด็จมาที่กองแตรวงเพื่อทรงฟังการฝึกซ้อมดนตรีในเวลาบ่าย และบางคราวก็ทรงฝึกด้วยพระองค์เอง ครั้งหนึ่งมีครูดนตรีชาวเยอรมันชื่อ โปรเฟสเซอร์เซลิค (Paul J. Seelig) (อนุรักษ์ บุญแจะ วงโยธวาทิตกองทัพเรือ 2539:37) มาจากชวามาเที่ยวเมืองไทยก็ทรงนำมาช่วยแนะนำและเคาะจังหวะเพลงคุมทหารแตรเวลาเป่าให้ชำนาญยิ่งขึ้น กองแตรวงทหารเรือในสมัยนั้นจึงมีชื่อเสียงมากกว่ากองแตรของที่อื่น ๆ แม้แต่กองแตรวงทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังได้ขอนายทหารจากกองแตรวงทหารเรือไปเป็นผู้บังคับบัญชาแตรวง

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ทรงพระนิพนธ์ เพลงวอลทซ์ประชุมพล เป็นโน้ตสากลให้แตรวงทหารเรือบรรเลงและตั้งพระทัยให้เป็นเพลงประจำกรมทหารเรือ ทรงดัดแปลงเพลงไทยเดิมชื่อเพลงแสนเสนาะ ให้เป็นทำนองเดี่ยว (Solo) คอร์เน็ตชื่อเพลงสุดเสนาะ โดยมีพระประสงค์ให้ตรงกับชื่อ ว่าที่เรือตรีสุทธิ์ ศรีชญา ซึ่งขณะนั้นเป็นนักเรียนแตรวงทหารเรือ ทรงดัดแปลงเพลงอกทะเลหรือทะเลบ้าและเพลงคลื่นกระทบฝั่ง 2 ชั้นเป็นเพลงมาร์ชชื่อสาครลั่นสำหรับนำแถวทหารเรือเวลาเดิน ยังมีอีกหลายเพลงที่ทรงดัดแปลงจากเพลงไทยเดิม แก้ไขเป็นโน้ตสากลสำหรับแตรวงบรรเลง เช่น เพลงนางครวญ 3 ชั้น เพลงวอลทซ์เมขลา และเพลงมณฑาทอง เป็นต้น

อนุรักษ์ บุญแจะ กล่าวไว้ใน วงโยธวาทิตกองทัพเรือ (2539:39) ว่า เมื่อ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงว่างราชการมักเสด็จไปคุมแตรวงทหารให้ฝึกซ้อมเพลงฝรั่ง วงดุริยางค์ราชนาวีนั้น ทรงเคี่ยวเข็ญมากที่สุดเป็นอันดับแรก มีนายทหารสองนายที่ทรงเคี่ยวเข็ญมากจนสามารถบรรเลงเพลงได้ดี คือ เรือตรีสุทธิ์ ศรีชญา (ต่อมาเป็น พันตรีหลวงประสานดุริยางค์) ทรงเคี่ยวให้เป่าแตรคอร์เนทจนได้ชื่อว่าเป็นนักเป่าแตรคอร์เนทที่ดีที่สุดของกองทัพเรือ อีกนายมียศจ่าชื่อเคี้ยง เป่าปี่โอโบ ทรงเคี่ยวเข็ญจนเป่าได้ชัดถ้อยชัดคำเหมือนคำพูดถึงกับได้ประทานนามสกุลให้ว่าโอบายวาท แปลว่า เป่าปี่โอโบได้ชัดเหมือนคำพูด

ประเทศไทยในสมัยนั้นมีแตรวงของทหารเรือและทหารบกเท่านั้น ของเอกชนคงมีแต่พิณพาทย์กับมโหรี แตรวงทหารเรือเก่งเพลงฝรั่งเพราะครูเป็นฝรั่ง แตรวงทหารบกเก่งเพลงไทยเพราะครูเป็นคนไทย ตอนบ่ายเวลาสี่โมงครึ่งจนถึงเวลาธงลง แตรวงทหารเรือตั้งวงบรรเลงหน้ากรมทหารเรือ แตรวงทหารบกตั้งวงบรรเลงหน้ากระทรวงกลาโหม พอถึงเวลาเลิกงาน ข้าราชการและประชาชนที่ต้องการฟังเพลงไทยก็ไปฟังแตรวงทหารบก คนที่ต้องการฟังเพลงฝรั่งก็ไปฟังแตรวงทหารเรือ เวลาบรรเลงแข่งขันกันถ้าเป็นเพลงฝรั่งทหารเรือก็ชนะ หากเป็นเพลงไทยทหารบกจะชนะเป็นอย่างนี้ทุกคราวไป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสพักแรมที่พระราชวังบางปะอิน เจ้าหน้าที่ทุกเหล่าพร้อมทั้งแตรวงทหารบกและแตรวงทหารเรือตามเสด็จด้วย วันหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสำราญพระราชหฤทัย มีรับสั่งให้แตรวงของทหารบกและทหารเรือบรรเลงแข่งขันกัน ตั้งวงใกล้กันริมสระน้ำพระราชวังบางปะอิน บรรเลงสลับกันตั้งแต่ 4 โมงเย็นจนถึงย่ำค่ำ ถึงเพลงชิงรางวัลให้ทหารบกบรรเลงก่อน บรรเลงไปได้ระยะหนึ่ง ร้อยเอกฟุสโก้ ครูแตรวงทหารเรือก็ควักมะนาวมาจากกระเป๋าเสื้อ 1 ลูกผ่าเป็น 2 ชิ้นจิ้มเกลือคลุกน้ำตาลรับประทานต่อหน้าแตรวงทหารบก ทำปากแบบเปรี้ยวจี๊ดจ๊าด แตรวงทหารบกเห็นเข้าก็น้ำลายไหลเข้าท่อลมเสียงฟ่อดแฟ่ด ถึงคราวแตรวงทหารเรือบรรเลงก็ไพเราะชัดเจนน่าฟัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสรวล รับสั่งว่าทหารเรือเก่งมากให้เป็นที่ 1 พระราชทานรางวัลผ้าห่มขนหนูคนละผืนและเงินคนละ 3 ตำลึง (12 บาท)

ปี พ.ศ. 2478 กองแตรเปลี่ยนชื่อเป็น ?หมวดดุริยางค์ทหารเรือ? ขึ้นการบังคับบัญชากับสถานีทหารเรือกรุงเทพ มีการขยายอัตรากำลังพลเพิ่มขึ้น แบ่งส่วนราชการออกเป็น 2 ส่วน คือ แผนกแตรวง และแผนกซอฝรั่ง จนถึงปี พ.ศ. 2486 ได้ขยายหน่วยใหญ่ขึ้นและเรียกชื่อใหม่เป็น ?กองดุริยางค์ทหารเรือ? ในปี พ.ศ. 2522 กองดุริยางค์ทหารเรือได้ขึ้นการบังคับบัญชาต่อฐานทัพเรือกรุงเทพ จนถึงปัจจุบัน

กองดุริยางค์ทหารเรือได้พัฒนาปรับปรุงให้เจริญก้าวหน้าตลอดเวลาทั้งในด้านองค์บุคคลและองค์วัตถุ ได้จัดตั้งโรงเรียนดุริยางค์ทหารเรือขึ้นในปี พ.ศ. 2500 เพื่อรับบุคคลพลเรือนเข้ามารับการฝึกหัดเป็นนักดนตรีทหารเรือโดยรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษาเพื่อศึกษาในแบบเรียนและฝึกประจำอยู่กับวงดนตรี ควบคู่ไปกับนักดนตรีรุ่นพี่ในวงดนตรี เรียกว่า ?พลอาสาสมัคร? ยังมิได้จัดขึ้นเรียนเหมือนโรงเรียนในปัจจุบัน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2502 เรือเอกสำเร็จ นิยมเดช ได้จัดหลักสูตรการศึกษา แบ่งการศึกษาออกเป็นชั้นเรียน และได้รับอนุมัติหลักสูตรสำหรับการฝึกและการศึกษาของนักเรียนดุริยางค์ เริ่มรับบุคคลพลเรือนเข้ามาเป็นนักเรียนดุริยางค์ในปีการศึกษา 2504 ปัจจุบันผู้ที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตร 6 ปี จะได้รับวุฒิการศึกษาเทียบเท่าประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)

กิจการดนตรีของกองดุริยางค์ทหารเรือ มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมาเป็นเวลานาน เป็นที่กล่าวถึงอรรถรส ความไพเราะด้านการบรรเลง ความสวยงามในการแต่งกาย จนได้รับความไว้วางใจให้เป็นดนตรีบรรเลงในงานพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีการต่าง ๆ เช่น งานเลี้ยงรับรองพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว งานของสถานทูตประเทศต่าง ๆ งานพระราชทานเพลิงศพ และมีการบรรเลงเพื่อประชาชนในการปฏิบัติการจิตวิทยาและกล่อมขวัญทหารทั่วประเทศ

วงดุริยางค์ราชนาวี ซึ่งถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2478 มีการพัฒนาการเล่นดนตรีในแบบเพลงคลาสสิค หรือวง ?ออร์เคสตร้า? ในสมัย นาวาเอกสำเร็จ นิยมเดช เป็นหัวหน้ากองดุริยางค์ทหารเรือ ได้นำวงดุริยางค์ราชนาวีเปิดการแสดงคอนเสิร์ตเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2502 ใช้ชื่อว่า ?ออร์เคสตร้า คอนเสิร์ต? ครั้งที่สองในปี พ.ศ. 2503 ใช้ชื่อว่า ?ราชนาวีคอนเสิร์ต? ได้จัดอีกครั้งในปีเดียวกันเพื่อหารายได้สมทบทุน ?มูลนิธิอนันทมหิดล? และในปี พ.ศ. 2504 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงมีประราชปรารภกับผู้บัญชาการทหารเรือ ให้จัดแสดงดนตรีเพื่อหารายได้บำรุงสภากาชาดไทย กองทัพเรือได้จัดแสดงตามพระราชประสงค์เรียกว่า ?กาชาดคอนเสิร์ต? ตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

วงดุริยางค์ทหารเรือ เป็นผู้นำในการพัฒนาเพลงไทยสากลและเป็นผู้ให้กำเนิดเพลงไทยสากลหลายเพลง ได้นำเพลงไทยมาบรรเลงด้วยวงดนตรีสากล และใช้โน้ตสากลในการบรรเลงเป็นวงแรก ต่อมาได้แปลงเป็นเพลงในแบบ ?สังคีตประยุกต์? และได้พัฒนาเป็นเพลง ?สังคีตสัมพันธ์? หรือการนำเครื่องดนตรีไทยมาบรรเลงร่วมกับเครื่องดนตรีสากล ในสมัย พลโท หม่อมหลวงขาบ กุญชร เป็นอธิบดีกรมโฆษณาการ นอกจากเป็นผู้นำในการบรรเลงเพลงไทยสากลแล้ว ยังเป็นวงดนตรีที่บรรเลงเพลงมาร์ชของไทยด้วย เช่น เพลงมาร์ชบริพัตร เดินหน้า และดอกประดู่ เป็นต้น

ในปี พ.ศ. 2475 วงดุริยางค์ทหารเรือ เป็นผู้บรรเลงเพลงชาติไทยเป็นครั้งแรก ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม และในปี พ.ศ. 2533 คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติได้มอบหมายให้วงดุริยางค์ทหารเรือบรรเลงเพลงชาติ และเพลงสรรเสริญพระบารมี เพื่อเผยแพร่ทางสื่อต่าง ๆ

วงดุริยางค์ราชนาวีได้เข้าถวายการบรรเลงเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2537 พระราชดำรัสตอนหนึ่งของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีต่อพสกนิกร ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน และประชาชนที่เข้าเฝ้าถวายพระพร ซึ่งเป็นความภูมิใจและเป็นเกียรติภูมิที่วงดุริยางค์ราชนาวีรับเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ความว่า

?ขอแถมอีกนิดหนึ่ง วงดนตรีทหารเรือเล่นเพลงสรรเสริญฯ เพราะเหลือเกิน แล้วก็ขอแถมว่า เสด็จฯ ไปไหนทั่วโลก สมัยเมื่อ 20 ปีมาแล้วก็มีเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยต่างชาติเล่น ทุกแห่งทุกคนบอกเพลงสรรเสริญพระบารมีของไทยนี่เพราะเหลือเกิน เราไม่ได้ไปถามเลย เขาบอกว่า แหม! เพลงสรรเสริญฯ ของเมืองไทยนี่เพราะเหลือเกิน เศร้า ๆ แต่มีความสง่า เยือกเย็น เขาว่าอย่างนั้น ก็เลยมาคุยต่อ ขอบคุณค่ะ?

สิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจอีกประการ คือ การที่ข้าราชการของกองดุริยางค์ทหารเรือ ผู้ที่มีผลงานร่วมกับกองดุริยางค์ทหารเรือและวงดุริยางค์ราชนาวีได้รับการคัดเลือกเป็น ?ศิลปินแห่งชาติ? คือ

1.นาวาตรีพยงค์ มุกดา สาขาศิลปะการแสดง (เพลงลูกทุ่ง – เพลงไทยสากล) ในปีพ.ศ. 2534

2.พลเรือตรี หม่อมหลวงอัศนี ปราโมช องคมนตรี สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ในปี พ.ศ. 2537

3.นาวาตรีปิยะพันธ์ สนิทวงศ์ สาขาศิลปะการแสดง (นักดนตรีสากล) ในปี พ.ศ. 2541

4.พลเรือตรีวีระพันธ์ วอกลาง สาขา (ดนตรีสากล) ในปี พ.ศ. 2551

กองดุริยางค์ทหารเรือ ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนอิสรภาพ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 โทรศัพท์ 0-2475-5633

กองดุริยางค์ทหารเรือ มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกิจการดุริยางค์ การศึกษา และฝึกอบรมแก่ทหารเหล่าดุริยางค์ เหล่าสัญญาณแตรเดี่ยว และนักเรียนดุริยางค์ ตลอดจนกำกับดูแลเกี่ยวกับการดุริยางค์ โดยมีผู้บังคับกองดุริยางค์ทหารเรือเป็นผู้รับผิดชอบ

กองดุริยางค์ทหารเรือ เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อฐานทัพเรือกรุงเทพ แบ่งส่วนราชการออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้

1.แผนกธุรการ มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการธุรการ การสารบรรณ การกำลังพล และการเงิน

2.แผนกวิชาการ มีหน้าที่ดำเนินการประพันธ์เพลง เรียบเรียง ปรับปรุง และรวบรวม ตลอดจนเก็บรักษาโน้ตเพลงที่ใช้ในการบรรเลง วิจัยและพัฒนากิจการดุริยางค์ ประมวล ปรับปรุง ผลิตตำรา คู่มือ โน้ตเพลงที่ใช้ในการศึกษาและฝึกอบรม ตลอดจนกิจการห้องสมุดที่เกี่ยวกับวิชาการดนตรี

3.แผนกดนตรี มีหน้าที่ในการบรรเลงดนตรีในงานต่าง ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย จัดทำสถิติ และปรับปรุงการบรรเลงให้ได้ระดับมาตรฐาน

4.แผนกสนับสนุน มีหน้าที่ให้การสนับสนุนในด้านกิจการพลาธิการ และการดนตรี

5.โรงเรียนดุริยางค์ มีหน้าที่ให้การศึกษา และฝึกอบรมแก่ทหารเหล่าดุริยางค์ เหล่าสัญญาณแตรเดี่ยว และนักเรียนดุริยางค์
ข้อมูลจาก 126 ปี ดุริยางค์ทหารเรือ สืบสานตำนานดนตรีแห่งราชนาวีไทย

ประวัติฐานทัพเรือกรุงเทพ

สถานีทหารเรือกรุงเทพ เป็นหน่วยงานหนึ่งของกองทัพเรือที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ตามประกาศจัดระเบียบป้องกันราชอาณาจักร ลงวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 โดยมีสถานที่ทำงานอยู่ภายในเขตพระราชนิเวศน์สถาน (ปัจจุบันเป็นกองบังคับการกรมพลาธิการทหารเรือ) สถานีทหารเรือกรุงเทพ เป็นหน่วยงานบนบก มีหน้าที่หลักในการรักษาความปลอดภัยและการส่งกำลังบำรุงให้กับหน่วยกำลังรบและหน่วยงานต่าง ๆ ของกองทัพเรือ

สถานีทหารเรือกรุงเทพได้รับการเปลี่ยนแปลงรูปการจัดอยู่ตลอดเวลา ทั้งในด้านการขยายและการลดขนาดของหน่วย ตลอดจนมีการยุบในบางครั้ง เนื่องจากความจำเป็นทางสถานการณ์หรือวิกฤติการณ์ทางการเมือง เช่น เหตุการณ์กบฎแมนฮัตตัน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494 ได้มีการยุบหน่วยกำลังรบของกองทัพเรือลงอย่างมาก รวมทั้งสถานีทหารเรือกรุงเทพด้วย ซึ่งขณะนั้นมีชื่อว่า ?มณฑลทหารเรือที่ 1? อย่างไรก็ดี ทางราชการก็ได้ตระหนักถึงความสำคัญของหน่วยงานบนบก ซึ่งมีความจำเป็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของกองทัพเรือ ดังนั้น เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2501 สถานีทหารเรือกรุงเทพได้มีการจัดตั้งขึ้นมาอีกครั้ง ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการกองทัพเรือ กระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2501 โดยกำหนดหน้าที่ของสถานีทหารเรือกรุงเทพไว้ดังนี้

สถานีทหารเรือกรุงเทพมีหน้าที่ดำเนินการในเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบวินัยของทหาร การสารวัตทหาร การรักษาการณ์ การป้องกันพื้นที่ การเรือนจำ การดุริยางค์ การขนส่งทางบกและทางน้ำ ตลอดจนการฝึกและการศึกษาของทหารเหล่าดุริยางค์และเหล่าทหารขนส่ง มีผู้บังคับการสถานีทหารเรือกรุงเทพเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

ใน พ.ศ. 2513 สถานีทหารเรือกรุงเทพได้รับงบประมาณจากกองทัพเรือให้ทำการก่อสร้างอาคารขึ้นเป็นสถานที่ทำงานของสถานีทหารเรือกรุงเทพบริเวณเขื่อนสนามหญ้า กองพันทหารราบที่ 6 กรมนาวิกโยธิน ได้เปิดทำการเป็นทางราชการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2514 และได้ย้ายสถานที่ทำงานไปยังที่ตั้งแห่งใหม่ที่พระราชวังนันทอุทยาน ริมคลองมอญฝั่งเหนือ ฝั่งธนบุรี (ปัจจุบันเรียกว่าสวนอนันต์) เมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2536

ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2539 สถานีทหารเรือกรุงเทพได้ยกฐานะเปลี่ยนชื่อเป็นฐานทัพเรือกรุงเทพ มีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับฐานทัพ การป้องกันพื้นที่ รักษาความสงบเรียบร้อยและระเบียบวินัยของทหาร การสารวัตทหาร การรักษาความปลอดภัยที่ตั้งหน่วยทหาร และพื้นที่ที่ได้รับมอบหมาย การกิจการพลเรือน การควบคุมเรือพาณิชย์ การเรือนจำ การดุริยางค์ ตลอดจนให้การศึกษาวิชาการดุริยางค์ และวิชาอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย มีผู้บัญชาการฐานทัพเรือกรุงเทพเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

ข้อมูลจาก ประวัติกองทัพเรือ กองโรงพิมพ์ กรมสารบรรณทหารเรือ 2541

กองดุริยางค์ทหารเรือ ฐานทัพเรือกรุงเทพ
เลขที่ 2 ถนนอิสระภาพ แขวงบ้านช่างหล่อ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700

Share

ภัทราวดีเธียเตอร์ เป็น โรงละครเอกชน ตั้งอยู่ในซอยวัดระฆัง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา จัดตั้งโดย คุณภัทราวดี มีชูธน

ภัทราวดีเธียเตอร์
ที่อยู่ 69/1 ซอยวัดระฆัง ถนนอรุณอัมรินทร์ ศิริราช กรุงเทพฯ 10700
ชนิด โรงละครกลางแจ้ง
วันที่เปิด เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2535
โรงเรียนศิลปะและการแสดงภัทราวดีเธียเตอร์ เปิดสอนศิลปะไทย และสากลในระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับมืออาชืพ โดยคณะครูผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษ และเป็นศิลปินของภัทราวดีเธียเตอร์ ที่ได้รับการยอมรับทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศมาเป็นเวลานาน
โรงเรียนศิลปะการแสดงภัทราวดีเธียเตอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะศาตร์ เป็นที่สร้างสรรค์กิจกรรมที่มีประโยชน์ เพื่อช่วยเสริมทักษะ กล่อมเกลา จิตวิญญาณ และพัฒนาสุขภาพพลานามัยให้แก่เยาวชน ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ขึ้นไป
นอกจากนั้น ยังเป็นที่ฝึกอบรมระยะสั้น จัดสัมมนา เสริมทักษะให้แก่นักเรียน นักศึกษา และคณะครู เพื่อนำทักษะของศิลปะการแสดงไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาอื่นๆ เช่น ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ เป็นต้น และเป็นแหล่งเรียนรู้ ของนักแสดงมืออาชีพจากภาพยนตร์และโทรทัศน์ และยังได้รับความไว้วางใจจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ใหเป็นสถาบันจัดการเรียนการสอนหลักสูตรพิเศษ และฝึกทักษะประสบการณ์จริง เป็นศิลปะสถานเพื่อการละคร ที่ให้ทุนการศึกษา ส่งเสริม และสนับสนุนให้ผู้มีความสามารถ สร้างผลงานเป็นที่ยอมรับ ดำเนินการโดย ภัทราวดี มีชูธน ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2535
ติดต่อสอบถามรายละเอียดของหลักสูตรและตารางเรียนเพิ่มเติมได้ที่:
โรงเรียนศิลปะการแสดงภัทราวดีเธียเตอร์
ที่อยู่: 69/1 ซอยวัดระฆัง ถนนอรุณอมรินทร์ ศิริราช กรุงเทพฯ
โทรศัพท์: (02) 412 7287 – 9 ต่อ 122
เว็บไซต์: www.patravaditheatre.com

Share

กรมอู่ทหารเรือ เดิมชื่อ “อู่เรือหลวง” มีหน้าที่ซ่อมสร้างเรือมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นได้เริ่มมีเรือกลไฟใช้แล้ว ต่อมามีเรือมากขึ้นและเรือมีขนาดใหญ่ขึ้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดฯ ให้สร้างอู่ไม้ขนาดใหญ่ เสด็จพระราชดำเนินประกอบพิธีเปิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2433 ซึ่งถือเป็นวันสถาปนากรมอู่ทหารเรือ นับได้ว่าเป็นหน่วยงานทางช่างลำดับต้น ๆ ของประเทศ กรมอู่ทหารเรือตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร

ส่วนราชการ
กรมอู่ทหารเรือ ประกอบด้วยหน่วยย่อยดังนี้
กองบังคับการ
กรมแผนการช่าง
กรมพัฒนาการช่าง
อู่ทหารเรือธนบุรี
อู่ทหารเรือพระจุลจอมเกล้า
อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช
ศูนย์พัสดุช่าง

เรือรบที่กรมอู่ทหารเรือสร้าง

เรือรบที่ต่อโดยกรมอู่ทหารเรือ มีเช่น
เรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ แปด) มี
เรือตรวจการประมง ชุด ร.ล. สารสินธุ, เทียวอุทก และ ตระเวณวารี ระวางขับน้ำ 50 ตัน
เรือยามฝั่ง 9 -12 ระวางขับน้ำเต็มที่ 11.25 ตัน
เรือบรรทุกน้ำมัน ร.ล. ปรง ระวางขับน้ำ 150 ตัน

เรือในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) มี
เรือตรวจการณ์ปราบเรือดำน้ำ ชุด ร.ล. คำรณสินธุ (ลำที่สอง) ระวางขับน้ำ 450 ตัน ต่อในประเทศทั้งสิ้นคือ ร.ล. คำรณสินธุ (ลำที่สอง) และ ร.ล. ทยานชล (ลำที่สอง) ต่อที่อู่อิตัลไทยมารีน ร.ล. ล่องลม (ลำที่สอง) ต่อที่กรมอู่ทหารเรือ
เรือตรวจการณ์ (ปืน) ชุด ร.ล. หัวหิน ระวางขับน้ำ 530 ตัน ต่อในประเทศ คือ ร.ล. หัวหิน และ ร.ล. แกลง ต่อที่อู่เอเชียนมารีน เซอร์วิส จำกัด มหาชน ร.ล. ศรีราชา ต่อที่กรมอู่ทหารเรือ
เรือตอปิโดเล็ก ชุด ร.ล. สัตหีบ (ลำที่หนึ่ง) ระวางขับน้ำ 110 ตัน ต่อโดยกรมอู่ทหารเรือ เรือชั้นมีเพียงลำเดียว คือ ร.ล. สัตหีบ (ลำที่หนึ่ง)
เรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ชุด เรือ ต. 91 ระวางขับน้ำ 115 ตัน ต่อโดยกรมอู่ทหารเรือ มี เรือ ต.91, 92, 93, 94, 95, 96, 97, 98, 99
เรือกวาดทุ่นระเบิดน้ำตื้น ชุด เรือ ท.1 (ลำที่สอง) ระวางขับน้ำ 29.56 ตัน ต่อโดยกรมอู่ทหารเรือ มี เรือ ท.1 (ลำที่สอง) – เรือ ท.5 (ลำที่สอง)
เรือน้ำมัน ชุด ร.ล. เปริด ระวางขับน้ำ 360 ตัน ต่อโดยกรมอู่ทหารเรือ มี ร.ล. เปริด, ร.ล. เสม็ด (ลำที่สอง)
เรือน้ำ (ใช้บรรทุกน้ำจืด) ชุด ร.ล. จวง ระวางขับน้ำ 180 ตัน เต็มที่ 360 ตัน ต่อโดยกรมอู่ทหารเรือ มี ร.ล. จวง, ร.ล. จิก
เรือลากจูง (เรือ TUG) ชุด ร.ล. แสมสาร (ลำที่สอง) ระวางขับน้ำ 328 ตัน ต่อโดยกรมอู่ทหารเรือ มี ร.ล. แสมสาร, ร.ล. แรด

Share

วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อยฝั่งตะวันตก เข้าทางถนนจรัญสนิทวงศ์ ตรงข้ามกับบางขุนนนท์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย พระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร

ประวัติ
วัดสุวรรณาราม ราชวรวิหาร เป็นที่สร้างขึ้นในกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดทอง ในสมัยกรุงธนบุรีเป็นสถานที่ซึ่งพระเจ้าตากสินทรงมีพระราชดำรัสให้นำเชลยศึกพม่าจากค่ายบางแก้วไปประหารชีวิต ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนาขึ้นใหม่ทั้งพระอารามและพระราชทานนามว่า “วัดสุวรรณาราม”นอกจากนี้สมเด็จกรมพระราชวังมหาสุรสิงหนาท ทรงมีพระราชศรัทธาสร้างเมรุหลวงสำหรับใช้ในการพระราชทานเพลิงศพเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ ซึ่งตามประเพณีต้องนำไปฌาปนกิจนอกกำแพงพระนครชั้นนอก เมรุหลวงนี้ใช้มาจนถึงในสมัยรัชกาลที่ 5

ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดสุวรรณารามและให้ช่างเขียนภาพฝาผนังในพระอุโบสถด้วย มีงานของจิตรกรอย่าง หลวงวิจิตรเจษฎา(ทองอยู่) ผู้เขียนเนมีราชชาดกกับหลวงเสนีย์บริรักษ์(คงแป๊ะ) ผู้เขียนมโหสถชาดก เป็นต้น

สถาปัตยกรรมและศิลปกรรม
ทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม พระอุโบสถ สร้างตามแบบแผนศิลปกรรมสมัยรัชกาลที่ 1 มีเสาทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง มีระเบียงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ช่อฟ้าใบระกาประดับกระจก หน้าบันจำหลักลายรูปเทพนมและรูปนารายณ์ทรงครุฑปิดทอง สถาปัตยกรรมอื่นๆ ภายในวัดได้แก่ พระวิหารสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งมีมุขขวางทั้งด้านหน้าและด้านหลังกับหมู่กุฏิสงฆ์ที่เป็นเรือนไม้ฝาปะกน เก่าแก่และงดงามมาก หมู่กุฏิสงฆ์ เป็นหมู่ตึก 6 หลัง มีหอฉันอยู่กลางและมีหอเล็กติดกำแพง 2 หอพร้อมทั้งหอระฆังและหอไตร

ภายในพระอุโบสถ นอกจากภาพจิตรกรรมฝาผนังแล้วยังเป็นที่ประดิษฐานพระประธานซึ่งเป็นพระพุทธรูปหล่อปางมารวิชัย ฝีมือช่างเดียวกันกับพระศรีศากยมุนีที่วัดสุทัศน์ (ฝีมือช่างสุโขทัยมีนามว่า ? พระศาสดา?) สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปที่เชิญมาแต่กรุงสุโขทัยในสมัยรัชกาลที่ 1

ที่อยู่
แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700

Share

วัดอมรินทรารามวรวิหาร หรือ วัดบางหว้าน้อย ตั้งอยู่เลขที่ 566 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดราชวรวิหาร ต่อมาได้ถูกจัดเป็น ชั้นตรีชนิดวรวิหาร ตามประกาศลงวันที่ 30 กันยายน 2548

ในสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดฯ ให้บูรณะปฏิสังขรณ์ แล้วสถาปนาให้เป็นพระอารามหลวง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 กรมพระราชวังหลังได้โปรดสถาปนาวัดนี้ขึ้นใหม่ได้เป็นผู้สถาปนาขึ้นใหม่หมดทั้งพระอาราม คือ สร้างพระอุโบสถ พระระเบียง วิหาร กำแพงแก้ว ศาลาราย หอระฆัง หอไตร หอสวดมนต์ ศาลาการเปรียญ กุฏิ เสนาสนะ และ ถนนในพระอาราม รัชกาลที่ 1 ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอมรินทราราม” คู่กับวัดบางหว้าใหญ่ ที่เปลี่ยนชื่อเป็นวัดระฆังโฆสิตาราม

ที่อยู่
ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครฯ 10700

Share

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง, วัดหลวงพ่อโต ตั้งอยู่เลขที่ 250 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรมหาวิหาร อยู่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกายภาค 1

วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางว้าใหญ่ (หรือบางหว้าใหญ่) ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสร้างพระราชวังใกล้วัดบางว้าใหญ่ โปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช วัดบางว้าใหญ่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของเจ้านายวังหลัง คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) พระเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและเป็นพระชนนีของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงมีตำหนักที่ประทับอยู่ติดกับวัด ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดบางว้าใหญ่ 5 ลูก จากนั้นได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า ?วัดระฆังโฆสิตาราม? นอกจากเป็นเพราะขุดพบระฆังที่วัดนี้และเพื่อฟื้นฟูแบบแผนครั้งกรุงศรีอยุธยาที่มีวัดชื่อวัดระฆังเช่นกัน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ ?วัดระฆังโฆสิตาราม? เป็น ?วัดราชคัณฑิยาราม? (คัณฑิ แปลว่าระฆัง) แต่ไม่มีคนนิยมเรียกชื่อนี้ ยังคงเรียกว่าวัดระฆังต่อมา

วัดระฆังโฆสิตารามมีหอพระไตรปิฎกซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก เคยเป็นพระตำหนักและหอประทับนั่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะทรงรับราชการในสมัยธนบุรี และโปรดเกล้าฯ ให้รื้อมาถวายวัด เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว มีพระราชประสงค์จะบูรณปฏิสังขรณ์ให้สวยงามเพื่อเป็นหอพระไตรปิฎก

ที่อยู่
ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครฯ 10700

Share

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่บริเวณปากคลองบางกอกน้อย เขตบางกอกน้อย ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ จัดแสดงเรือพระราชพิธีสำคัญ 8 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือครุฑเหินเห็จ เรือกระบี่ปราบเมืองมาร เรืออสุรวายุภักษ์ และเรือเอกไชยเหินหาว

นอกจากเรือพระที่นั่งและเรือต่าง ๆ ที่ใช้ในกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฯ แล้ว ยังมีเครื่องประกอบและสิ่งของเครื่องใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ จัดแสดงอยู่ด้วย เช่น บัลลังก์บุษบก บัลลังก์กัญญา พายชนิดต่าง ๆ และเครื่องแต่งกายของเหล่าฝีพาย

เดิมเป็นอู่หรือโรงเก็บเรือพระราชพิธี โดยมีสำนักพระราชวังและกองทัพเรือควบคุมดูแล เมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่ 2 อู่และเรือพระราชพิธีบางส่วนถูกระเบิดได้รับความเสียหาย และอยู่ในสภาพทรุดโทรมต่อมาอีกหลายปี

ในปี พ.ศ. 2490 สำนักพระราชวังและกองทัพเรือได้มอบหมายให้กรมศิลปากรบูรณะซ่อมแซมเรือพระที่นั่งและเรือเก่าที่ใช้ในพระราชพิธี ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ความงดงามทางศิลปกรรม ในปี พ.ศ. 2517 กรมศิลปากรได้ขอขึ้นทะเบียนเรือพระที่นั่งต่าง ๆ ให้เป็นมรดกของชาติ พร้อมกับยกฐานะของอู่เรือหลวงขึ้นเป็น ?พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี?

Share

เขตบางกอกน้อย เป็น 1 ใน 50 เขตการปกครองของกรุงเทพมหานคร อยู่ในกลุ่มเขตกรุงธนเหนือ ซึ่งถือเป็นเขตอนุรักษ์เมืองเก่า แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมทางฝั่งธนบุรี โดยมีคำขวัญประจำเขตว่า “สมเด็จโตวัดระฆัง วังหลังตั้งอยู่ อู่เรือพระราชพิธี สถานีรถไฟ คลองใหญ่มีชื่อ เลื่องลือเครื่องลงหิน นามระบิลช่างหล่อ งามลออวัดวา”

สำนักงานเขต
ที่ตั้ง เลขที่ 31/1 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 32
(วัดสุวรรณาราม) ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700
หมายเลขโทรศัพท์ 0 2424 0056 หมายเลขโทรสาร 0 2424 6847

ที่ตั้งและอาณาเขต
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกค่อนไปทางเหนือของฝั่งธนบุรี มีอาณาเขตติดต่อกับเขตต่าง ๆ เรียงตามเข็มนาฬิกา ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตบางพลัด มีถนนบรมราชชนนีและถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าเป็นเส้นแบ่งเขต
ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขตพระนคร มีแนวกึ่งกลางแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นแบ่งเขต
ทิศใต้ ติดต่อกับเขตบางกอกใหญ่ มีคลองมอญเป็นเส้นแบ่งเขต
ทิศตะวันตก ติดต่อกับเขตตลิ่งชัน มีคลองชักพระและคลองบางกอกน้อยเป็นเส้นแบ่งเขต

ประวัติศาสตร์
เขตบางกอกน้อยเดิมมีชื่อเรียกว่า อำเภออมรินทร์ เป็นอำเภอที่ 21 ใน 25 อำเภอชั้นในของพระนครตามประกาศกระทรวงนครบาลในปี พ.ศ. 2458
จากนั้นในปี พ.ศ. 2459 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่ออำเภออมรินทร์เป็น อำเภอบางกอกน้อย (พร้อมกับเปลี่ยนชื่ออำเภอหงสารามเป็นอำเภอบางกอกใหญ่ เปลี่ยนชื่ออำเภอราชคฤห์เป็นอำเภอบางยี่เรือ และเปลี่ยนชื่ออำเภอบุปผารามเป็นอำเภอคลองสาน) เนื่องจากชื่อเดิมยังไม่เหมาะสมกับตำบลที่ตั้งอันเป็นหลักฐานโบราณ ในขณะนั้นอำเภอบางกอกน้อยมีเขตปกครอง 8 ตำบล คือ ตำบลบางอ้อ ตำบลบางพลัด ตำบลบางบำหรุ ตำบลบางยี่ขัน ตำบลบางขุนนนท์ ตำบลบางขุนศรี ตำบลศิริราช และตำบลบ้านช่างหล่อ
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2515 ได้มีประกาศคณะปฏิวัติ ยกเลิกหน่วยการปกครองจังหวัด เทศบาล สุขาภิบาล ในเขตจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรีเป็นหน่วยการปกครองเดียว คือ “กรุงเทพมหานคร” ซึ่งได้เปลี่ยนคำว่าอำเภอเป็น “เขต” และตำบลเป็น “แขวง” ดังนั้น อำเภอบางกอกน้อยจึงได้รับการเปลี่ยนแปลงฐานะเป็น เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
ในปี พ.ศ. 2532 กระทรวงมหาดไทยได้ประกาศเปลี่ยนแปลงพื้นที่เขตบางกอกน้อย โดยแบ่งพื้นที่แขวงบางพลัด แขวงบางอ้อ แขวงบางยี่ขัน และแขวงบางบำหรุ ไปจัดตั้งเป็นเขตบางพลัด เพื่อให้หน่วยงานราชการดูแลปกครองพื้นที่ได้สะดวกขึ้น
และได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทยอีกครั้งในปี พ.ศ. 2534 ตัดพื้นที่เขตบางพลัดเฉพาะฝั่งใต้ถนนบรมราชชนนีและถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า กลับมาเป็นพื้นที่ของเขตบางกอกน้อย และได้รับการจัดตั้งเป็นแขวงอรุณอมรินทร์

การแบ่งเขตการปกครอง
แผนที่เขต
เขตบางกอกน้อยแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 5 แขวง (khwaeng) ได้แก่
1. ศิริราช (Siri Rat)
2. บ้านช่างหล่อ (Ban Chang Lo)
3. บางขุนนนท์ (Bang Khun Non)
4. บางขุนศรี (Bang Khun Si)
5. อรุณอมรินทร์ (Arun Ammarin)
การคมนาคม
ถนนสายหลักในพื้นที่เขตบางกอกน้อย ได้แก่
ถนนจรัญสนิทวงศ์
ถนนพรานนก
ถนนอิสรภาพ
ถนนอรุณอมรินทร์
ถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้า
ถนนบรมราชชนนี
ถนนบางขุนนนท์

ส่วนทางสายรองและทางลัด ได้แก่
ถนนวัดสุทธาวาส
ถนนรถไฟ
ถนนเลียบทางรถไฟสายใต้
ถนนรุ่งประชา
ซอยจรัญสนิทวงศ์ 22 (ราษฎร์ศรัทธา) และซอยอิสรภาพ 37
ซอยจรัญสนิทวงศ์ 28 / ซอยอิสรภาพ 39 (วัดดงมูลเหล็ก)
ซอยจรัญสนิทวงศ์ 35 (วัดมะลิ)
ซอยอิสรภาพ 44 (แสงศึกษา)

ทางน้ำ
แม่น้ำเจ้าพระยา
คลองบางกอกน้อย
คลองชักพระ
คลองมอญ

 

 

 

สถานที่สำคัญ

สถานีรถไฟธนบุรีในอดีต (ปัจจุบันถูกปรับปรุงเป็นโรงพยาบาลศิริราชแล้ว)

Share