Welcome to My website - How do you like it so far? (you can edit this text)
Here you can write 2 lines about your website.
This could also be a place to introduce yourself.
Posted by krittapas on มกราคม 13, 2012

วันจักรี

วันจักรี เป็นวันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และมหาจักรีบรมราชวงศ์ ตรงกับวันที่ 6 เมษายนของทุกปี วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 เป็นวันที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีสืบทอดต่อจาก สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทรงสร้างกรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวงของไทย

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 พระองค์ (ร.1-4) เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ เป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และโปรดเกล้าให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีการย้ายที่หลายครั้ง เช่น พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท และพระที่นั่งศิวาลัยปราสาทเป็นต้น ต่อมาในรัชสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงโปรดให้ย้ายพระบรมรูปทั้ง 4 (ร.1-4) มาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 พระชนกนาถ

จนกระทั่ง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาล จึงสำเร็จลุล่วง และได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ 6 เมษายนปีนั้น และต่อมา โปรดฯ ให้เรียกวันที่ 6 เมษายนว่า “วันจักรี”

Posted by krittapas on มกราคม 13, 2012

วันเช็งเม้ง

พิธี เช็งเม้ง (ไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน )
ความหมาย
ชิงหมิง ( qing-ming ) หรือ เชงเม้ง เป็นชื่อของสารท ( 1 ปีมี 24 สารท ) “เช็ง” หมายถึง สะอาด บริสุทธิ์ และ “เม้ง” หมายถึง สว่าง รวมแล้วหมายความถึง ช่วงเวลาแห่งความแจ่มใส รื่นรมย์ สารท เช็งเม้ง หรือ เชงเม้ง เริ่มต้นประมาณ 5 เมษา – 20 เมษา เป็นฤดูใบไม้ผลิ อากาศจะคลายความหนาวเย็น เริ่มเข้าสู่ความอบอุ่น( ของประเทศจีน ) มีฝนตกปรอย ๆ มีบรรยากาศสดชื่น ท้องฟ้าใสสว่าง ( เป็นที่มาของชื่อ สารท เช็งเม้ง )
ระยะเวลา
ช่วงเวลา เช่งเม้งจะทำในเดือน ๕ ระหว่าง วันที่ ๓ ถึงวันที่ ๗ เมษายน ทุกปี โดยจะสะดวกไปทำพิธีกรรมในวันใดก็ได้
ไหว้เช็งเม้ง วันไหว้ วันใดก็ได้ในช่วง 15 วันแรกของเดือน 3 ของจีนทุกปี จะอยู่ที่ประมาณปลายเดือนมีนาคม-ต้นเดือนเมษายน
ความสำคัญ
เช่งเม้ง (ไหว้หลุมฝังศพบรรพบุรุษ) เป็นพิธีกรรมที่แสดงถึงความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อบรรพบุรุษ แสดงถึงการมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และสะท้อนให้เห็นถึงความรักใคร่สามัคคีกัน นอกจากนั้นยังทำให้เหล่าเครือญาติได้มาร่วมพิธีกรรมนี้ได้พบปะสังสรรค์กินเลี้ยงกันหลังจากเสร็จพิธี เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ภายในครอบครัวและเหล่าเครือญาติ

พิธีกรรม
การประกอบพิธีกรรมนี้ ชาวจีมีความเชื่อในเรื่อง พระภูมิเจ้าที่ นรก สวรรค์ วิญญาณบรรพบุรุษ ภูตผี วิญญาณเร่ร่อน การทำมาหากิน เคล็ด ชาติภพ เช่น ชาวจีนเชื่อว่าการนำสิ่งของไปเซ่นไหว้ที่หลุมศพ การพูนดินที่หลุม การโปรยกระดาษสีต่าง ๆ เพราะเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูรู้คุณต่อบรรพบุรุษ ผู้มีพระคุณ เป็นการบอกเล่าแก่สังคมว่าตนยังคงระลึกถึงผู้มีพระคุณอยู่เสมอ และการทำกงเต็ก ก็เนื่องจากชาวจีนเชื่อว่า คนที่ตายไปแล้วไม่ได้ไปไหน ยังคงดำเนินชีวิตอยู่ในอีกโลกหนึ่ง และอาจจะต้องการความช่วยเหลือจากมนุษย์เหมือนกับที่มนุษย์ต้องการความช่วยเหลือเช่นกัน
อาหารที่ใช้ในการประกอบพิธีมีดังนี้ คือ
๑. ไก่ต้ม ๑ ตัว
๒. หมูสามชั้น ต้ม ๑ ชิ้น (โดยประมาณขนาด ๑/๒ ก.ก. ขึ้นไป)
๓. เส้นบะหมี่สด
๔. ขนม ๓ อย่าง คือ เต่เหลี่ยว ข้าวเหนียวกวน ขนมเต่า (ขนมกู้)
๕. ขนมถ้วยฟู (ฮวดโก้ย)
๖. สับปะรด ๒ ลูก (ใช้ทั้งก้านและหัวจุก)
๗. น้ำชา
๘. ธูปเทียน, กระดาษเงิน, กระดาษทอง, ประทัด
การประกอบพิธีกรรม มีดังนี้ คือ
๑. นำอาหาร ขนม และผลไม้ ใส่ภาชนะเป็น ๒ ชุด (เล็ก- ใหญ่)
๒. ให้นำไก่ต้ม, หมูต้มและเส้นบะหมี่สดใส่ถาดเดียวกัน
๓. นำขนมแต่ละชนิดใส่จานแยกเป็นแต่ละชนิด
๔. สับปะรดใส่จานละ ๑ ลูก
๕. น้ำชาที่ละ ๒ ถ้วยชาเล็ก (ถ้วยตะไล)
๖. อาหารชุดใหญ่ให้วางไว้หน้าหลุมฝังศพบรรพบุรุษ ชุดเล็กไว้สำหรับเจ้าที่
๗. จุดธูป-เทียนสำหรับบูชา (เทียน ๒ เล่ม, ธูป ๒ เล่ม ตั้งใช้บูชาบรรพบุรุษและเจ้าที่)
๘. เมื่อธูปหมดไปประมาณ ๑/๒ เล่ม ให้เผากระดาษเงินให้แก่บรรพบุรุษและเผากระดาษทองที่เคารพแก่เจ้าหน้าที่
๙. ให้เอากระดาษเงินวางบนหลุมฝังศพของบรรพบุรุษ
๑๐. ให้จุดประทัดเป็นอันเสร็จพิธีกรรม

เทศกาลเช็งเม้ง
ประเพณีที่สำคัญมากที่สุดของของชาวจีน คือ ไหว้บรรพบุรุษ ที่ สุสาน
ประเพณีเดือน 3 หรือเรียกว่า “ ซาโง้ย “ ของชาวจีน หรือ ประเพณีเช้งเม้ง หรือที่ภาษาฮกเกี้ยนเรียกว่า “ เฉ่งเบ๋ง “ เป็นการไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานฝังศพหรือที่ป่าช้า (ฮวงจุ้ย) ซึ่งจะกระทำกันในวัน 4 ค่ำ หรือ 5 ค่ำ เดือน 3 ของจีน หรือตรงกับวันที่ 5 เมษายน ของ ทุก ๆ ปี เป็นพิธีกรรมที่ชนรุ่นหลัง แสดงถึงความกตัญญูที่มีต่อบรรพบุรุษ โดยก่อนที่จะถึงวันเซ่นไหว้สักสองสามวัน ลูกหลานก็จะชักชวนกันไปถางหญ้าบริเวณหลุมฝังศพ (บ่อง) ของบรรพบุรุษ ให้สะอาดเรียบร้อยปราศจากต้นไม้ หญ้ารกรุงรัง รวมทั้งบริเวณเจ้าที่ (ไท้เต่กัง) และพูนดินบนหลุมศพให้สูงขึ้น เมื่อถึงวันไหว้ลูกหลานก็จะเอากระดาษสีต่าง ๆ มาตกแต่งหลุมศพ การโดยกระดาษหลากสี อาจจะเป็นการให้เห็นได้ชัดว่า วันนี้ลูกหลานมาไหว้บรรพบุรุษเป็นการบอกให้รู้ว่า หลุมศพนี้มีลูกหลานมาเซ่นไหว้แสดงความระลึกถึง ความกตัญญูแล้ว ส่วนหลุมศพที่ไม่มีคนมาไหว้หลาย ๆ ปี นานไปก็จะสูญหายจากนั้นก็จะนำอาหารคาวหวานไปเซ่นไหว้ การนำกระดาษหลากสีไปประดับบนหลุมฝังศพ เปรียบกระดาษสี คือ เสื้อผ้าใหม่สำหรับผู้ตาย และการนำดินมากลบบนหลุมให้เป็นเนินสูง ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการทำให้ลูกหลานทำมาหากินเพิ่มพูน หากหลุมศพใดไม่กลบดินหรือพอกพูนดิน ลูกหลานจะทำมาหากินไม่บังเกิด ไม่ มีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มพูน อนึ่งในระยะนี้ ถ้าลูกหลานต้องการซ่อมแซมหลุมศพ (บ่อง) ให้ สวยงามก็สามารถทำได้ แต่สำหรับเดือนอื่น ๆ ห้ามทำเด็ดขาด ถือว่าเป็นสิ่งอับปมงคลจะทำลูกหลานมีอันเป็นไป หรือลูกหลานจะทำมาหากินไม่เจริญรุ่งเรือง ปัจจุบันจะเห็นว่า ชาวบ้านยังคงมีความเชื่อในด้านกระทำกับหลุมศพ และถือเคล็ดว่าหากไม่ได้ทำหรือทำไม่ดี ตนเองจะได้รับผลกระทบในการทำมาหากิน และความเป็นอยู่ ซึ่งชาวบ้านเรียนรู้จากคนรุ่นก่อนที่ได้เล่าสืบต่อกันมา และจากประสบการณ์ของตนเอง
วัน “ เช้งเม้ง “ ที่ชาวไทยเชื้อสายจีนปฏิบัติอยู่นี้ ถือว่าเป็นกิจกรรมของประเพณีที่ให้ลูกหลาน อนุชนรุ่นหลัง ได้แสดงถึงความกตัญญูที่มีต่อบรรพบุรุษ เป็น วันรวมญาติครั้งใหญ่เพื่อร่วมกันกระทำกิจกรรมเซ่นไหว้บรรพบุรุษ วันเช้งเม้งจะมี 2 แบบ คือ วันเช้งเม้งเก่า ซึ่งตรงกับวันที่ 5 เมษายน และวันเช้งเม้งใหม่ ซึ่งจะกระทำกันระหว่างเดือน 2-3 สำหรับชาวจีนในภูเก็ตนั้น นับเอาวันที่ 5 เมษายน เป็นวันเช้งเม้ง ตลอดระยะเวลาก่อนวันที่ 5 เมษายน 10 วันหรือหลังวันที่ 5 เมษายน 10 วัน ลูกหลานจะพากันไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษที่สุสานบรรพบุรุษพร้อมทั้งนำสิ่งของไปเซ่นไหว้ เช่น น้ำชา (เต๋) ขนมข้าวเหนียวกวน (บี้โก้) ขนมฟู (ฮวดโก้ย) ขนมเต่าแดง (อั้งกู้) เนื้อ หมูต้ม ไข่ไก่ต้ม หมี่เหลือง (ส้ามเช้ง) กระดาษสี ต่าง ๆ แปะบนหลุมฝังศพ (บ่องจั้ว) ธูปเล็ก (เหี้ยว) เทียนเล็ก (เจก) กระดาษทองเล็ก (กิ้มจั้ว) กระดาษเงินเล็ก (หยินอาจั้ว) ประทัด (ผ่าง)
นอกจากนั้นยังมีเครื่องทำกงเต็ก อันได้แก่ เสื้อผ้า ธูปเทียน ดอกไม้ กระดาษเงิน กระดาษทอง เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่า เมื่อเผาของจำลองเหล่านี้แล้ว จะไปถึงผู้รับในปรโลก
ชาวจีนในอดีตเมื่อมีญาติพี่น้อง หรือพ่อแม่ตาย บรรดาลูกหลานนิยม ฝังศพของญาติพี่น้อง และบรรพบุรุษ แม้แต่คนงานกรรมกรเหมืองแร่ดีบุกในสมัยก่อน ที่ไม่มีครอบครัว ต้องอาศัยที่ทำงานในเหมืองเป็นที่พักอาศยเมื่อตายไป บรรดาพรรคพวกที่ร่วมงานด้วยกัน ก็จะนำศพนั้นไปฝังตามสุสานป่าช้าที่ทางราชการได้กำหนดไว้ สำหรับผู้ที่มีฐานะดี ก็จะมีสุสานประจำตระกูล หรือสุสานภาษาเดียวกัน ซึ่งแสดงเอกลักษณ์ของสุสานแต่ละกลุ่มภาษาที่แตกต่างกัน ในทางรูปธรรม แต่ความหมายที่สื่อก็จะเหมือนกัน เพื่อให้วิญญาณผู้ตายสู่สุคติ และให้ผู้มีชีวิตอยู่ได้มีความเจริญรุ่งเรือง
ประโยชน์ของการไป ไหว้บรรพบุรุษ เทศกาลเชงเม้ง

เพื่อรำลึกถึงคุณความดี ที่บรรพบุรุษของเราได้กระทำไว้ ได้ดูแลเรา ลำบากเพื่อเราให้มีความเป็นอยู่ที่ดี เป็นแบบอย่างการดำเนินชีวิต “เราสบาย เพราะพ่อแม่ บรรพบุรุษลำบาก”
เป็นศูนย์รวมตระกูล ผังตระกูล โดยทั่วไป การไหว้ที่ดีที่สุด ต้องนัดหมายไปไหว้พร้อมกัน ( วันและเวลาเดียวกัน ) ทำให้ลูกหลานที่อยู่กระจายกันไป ได้มาพบปะ สังสรรค์กันพร้อมหน้า เป็นการสร้างความสามัคคี สร้างจุดศูนย์รวม กล่าวได้ว่าเป็น วันรวมญาติ
เป็นกรอบถนนชีวิตของลูกหลานทุกคน “พ่อแม่ตายแล้ว ยังกำหนดชะตาชีวิตลูกหลาน” เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต เน้นความกตัญญูที่มีต่อบุพการีและลูกหลานควรปฏิบัติตาม
เป็นการเตือนสติตน ความตายต้องเกิดขึ้นกับทุกคน และเป็นธรรมดาของมนุษย์ปุถุชน
กราบไหว้ ระลึกถึงพระคุณ ของพ่อแม่บรรพบุรุษ ตั้งเครื่องบูชาเซ่นไหว้ดวงวิญญาณของท่าน
ประเพณีปฏิบัติในวัน เช็งเม้ง

ทำความสะอาด สุสาน ( เซ้าหมอ )
ลงสีที่ป้ายชื่อให้ดูใหม่ – คนตายแล้วลงสีเขียว หรือสีทองขลิบเขียว คนเป็นลงสีแดง ( ห้ามถอนหญ้า – อาจกระทบตำแหน่งห้าม เช่น ทิศอสูร ทิศแตกสลาย ทิศดาวเบญจภูติ ) บ้างก็ตกแต่งด้วย กระดาษม้วนสายรุ้ง
( สุสานคนเป็น – แซกี – ใช้สายรุ้งสีแดง :: สุสานคนตาย – ฮกกี – ใช้หลากสีได้ )
( ห้ามปักธง ลงบนหลังเต่า เท่ากับทิ่มแทงหลุม และบางความเชื่อ ทำให้หลังคาบ้านของบรรพบุรุษรั่ว )
2. กราบไหว้ เจ้าที่ เป็นการให้เกียรติ และขอบคุณที่ช่วยคุ้มครองดูแล

การจัดวางของไหว้ ( เรียงลำดับจากป้าย )

เทียน 1 คู่ + ธูป 5 ดอก ( อาจปักลงบนฟักได้ )
ชา 5 ถ้วย
เหล้า 5 ถ้วย
ของไหว้ต่าง ๆ เช่น ขนมอี๋ ผลไม้
*** ควรงดเนื้อหมู – เพราะเคยมีปรากฎว่า เจ้าที่เป็นอิสลาม ***
กระดาษเงิน กระดาษทอง

การจัดวางของไหว้ ( เรียงลำดับจากป้าย – จะต่างกับข้างต้น )

ชา 3 ถ้วย
เหล้า 3 ถ้วย
ของไหว้ต่าง ๆ เช่น ขนมอี๋ ผลไม้
* ของไหว้ ตามความเชื่อประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ส่วนใหญ่เป็น ขนมถ้วยฟู – ฮวกก้วย *
กระดาษเงิน กระดาษทอง ฯลฯ
เทียน 1 คู่ + ธูป ตามจำนวนบรรพบุรุษ ท่านละ 1 ดอก
หมายเหตุ
*** ห้ามวางของตรงแท่นหน้า เจียะปี ( ป้ายหิน ที่จารึกชื่อ บรรพบุรุษ )
เพราะเป็นที่เข้าออกของ วิญญาณบรรพบุรุษ ไม่ใช่เก้าอี้นั่ง อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด***
พิธีเช็งเม้ง
ผู้อาวุโส เป็นผู้นำกราบ ไหว้จนเทียนใกล้หมดก้าน ลูกหลานตีวงล้อมด้วยหวาย เผา กระดาษเงิน กระดาษทอง ฯลฯ เป็นการกำหนดขอบเขตว่า สิ่งเหล่านี้ลูกหลานส่งให้ บรรพบุรุษของครอบครัว นั้น ๆ เป็นการเฉพาะ ป้องกันการแย่งชิง ( ผู้ตีวงล้อม ต้องเป็นลูกหลานเท่านั้น ) *** เป็นอันเสร็จพิธี
บางครอบครัวก็จะมานั่งล้อมวงทานอาหารกันต่อ แสดงความสมานสามัคคีแก่ บรรพบุรุษ

ความเชื่อและข้อเท็จจริงตาม หลักฮวงจุ้ย

เมื่อทานหอยแครงเสร็จ จะโยนเปลือกหอยแครง ลงบนเนินหลังเต่า ( เนินดินด้านหลัง ป้ายสุสานบรรพบุรุษ ) ความหมายคือ มีลูกหลานมาก
ประเด็นนี้ ไม่ขัดกับหลักวิชา
ทุกครั้งที่มา จะขุดเอาดินมากลบบนหลังเต่า โดยเชื่อว่า จะทำให้การค้าเพิ่มพูน
ข้อเท็จจริง : จะทำก็ต่อเมื่อ หลังเต่ามีรูแหว่งไป จึงซ่อมแซม และต้องดูฤกษ์ โดยเฉพาะการขุดดิน ถือเป็นการกระทบธรณี
ปลูกดอกไม้ รอบๆ สุสานบรรพบุรุษ
ข้อเท็จจริง : ห้ามปลูกดอกไม้ รอบๆ สุสานบรรพบุรุษ มีความหมายด้าน ชู้สาว แต่ปลูกหญ้าได้
หากต้องการซ่อมแซม สุสานบรรพบุรุษ ทำได้เฉพาะ สารทเช็งเม้ง เท่านั้น
ข้อเท็จจริง : ไม่จำเป็นต้องเป็นสารทนี้เท่านั้น ขึ้นอยู่กับฤกษ์
หากทำในสารทนี้ โดยไม่ดูฤกษ์ กลับจะเกิดโทษภัยจาก อสูร
จุดประทัด เพื่อกำจัดผีร้ายให้พ้นไป
ข้อเท็จจริง : ตามหลักวิชา การจุดประทัด เป็นการกระตุ้น หากตำแหน่งถูกต้อง ก็จะได้ลาภ
หากผิดตำแหน่ง จะเกิดปัญหา ( ผู้ปฏิบัติต้องเข้าใจเรื่อง ดาว 9 ยุค และฤกษ์ เป็นอย่างดี )
บางครอบครัวต้องการประหยัด จัดอาหารไหว้เพียง 1 ชุด ไหว้หลายแห่ง
ข้อเท็จจริง : ทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง บรรพบุรุษ ชุดแรกสุดเท่านั้นที่ได้รับ
บางคนเชื่อว่า จะไม่เผากระดาษทองให้กับ บรรพบุรุษ นอกจากตายมานานแล้ว ถือว่าได้เปลี่ยนสถานภาพเป็นเทพ
ข้อเท็จจริง : ตามประเพณีโดยทั่วไปไม่มี
การไว้ทุกข์พ่อแม่ ต้องนาน 3 ปี
ข้อเท็จจริง : ประเพณีบางท้องถิ่น กำหนดเช่นนั้นจริง โดยเน้นเรื่องความกตัญญูเป็นหลัก
การไป ไหว้บรรพบรุษ ครั้งแรก ต้องดูฤกษ์
ข้อเท็จจริง : เป็นเรื่องถูกต้องตามหลักวิชา ฮวงจุ้ย โดยปกติแล้ว ซินแส จะเป็นผู้กำหนดฤกษ์ให้ หากทิศด้านหลัง สุสาน เป็นทิศห้าม ทิศอสูร ทิศแตกสลาย ต้องใช้ฤกษ์ปลอดภัยเท่านั้น ปีต่อ ๆ ไป ไม่ต้องมีการ ดูฤกษ์ อีก

การไหว้ไม่ได้จำกัดว่า จะต้องไหว้ใน สารทเช็งเม้ง เท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน จะพบว่าคนกลุ่มหนึ่งจะไปไหว้ก่อนถึงเทศกาลเช็งเม้ง เพื่อหลีกหนีปัญหาการจราจร และเราสามารถเลือกไปไหว้ในช่วง ตังโจ่ย แทน ( โดยเฉพาะหากด้านหลัง สุสาน เป็นทิศตะวันตก ) อากาศเย็นสบายกว่า ปํญหา จราจรน้อย ของไหว้ราคาไม่แพง คนไม่พลุกพล่าน

เทศกาล ใน การไหว้บรรพบุรุษ
สารท ราศีเดือน ห้ามทิศ
( ชง ปะทะ ) ห้ามทิศด้านหลัง
สุสาน
ชุนฮุน
( 21 มีนา – 4 เมษ )
/4 /10
( 270 +/- 15 องศา ) ทิศตะวันตก
เช็งเม้ง
( 5 เมษ – 20 เมษ ) /5 /11
( 300 +/- 15 ) ทิศใต้
ตังโจ่ย
( 22 ธค. – 5 มค. ) /1 /7
( 180 +/- 15 ) ทิศใต้
การเตรียมตัวไปไหว้บรรพบุรุษ ช่วงเช็งเม้ง ตังโจ่ย

1. นัดหมาย วันเวลากับพี่น้อง ญาติมิตรให้ดี
2. เตรียมแผนที่ + เบอร์โทรศัพท์
3. แจ้งมูลนิธิ เพื่อเตรียมสถานที่ ทำความสะอาด ดายหญ้า กางเต๊นท์
4. เตรียมของไหว้
อุปกรณ์
1. ร่ม – ขนาดใหญ่ หลายอัน – บังแดด บังฝน บังลม ( เวลาจุดไฟ / ป้องกันลมเย็น )
2. ไฟแช็ค + น้ำมันรอนสัน หรือ Zippo สำหรับหยดลงบนธูป เทียน ทำให้จุดติดง่าย
( กรณีหมด ใช้ยาหม่องป้ายแทน – ยาหม่องมี alcohol อยู่ )
3. เทียนแดงก้านใหญ่ เมื่อจุดไฟติดแล้ว จะทนทานต่อลมได้ดีกว่าก้านเล็ก
4. ไหว้แซกี ฮกกี
หากไหว้ที่ฮูลิน ให้จัดเพิ่ม 1 ชุด สำหรับประธานสถานที่ของภูเขาลูกนั้น
5. ผ้าเย็น – เช็ดหน้า เช็ดมือ ก่อนทาน และไว้ทำความสะอาดอื่น ๆ
6. น้ำเปล่าหลายขวด เผื่อรับประทาน และเผื่อดับไฟ เวลาไฟลามตอนเผากระดาษ ***
( หน้าร้อน อาจเพิ่มน้ำแข็ง แต่อย่ากินน้ำเย็นจัด )
7. ถุงพลาสติค ไว้ใส่ของ / แบ่งของกินกลับ
8. ไม้ สำหรับขีด วงกลม ที่พื้นสำหรับเผากระดาษ
9. เสื่อรองปู / หนังสือพิมพ์
โดยเฉพาะเจ่าอุ่งและแซกี ซึ่งจะไหว้เจ้าพลัง บางครั้งอาจเจอกรวดหินแข็ง
10. ถ่ายรูปไว้จะได้จำได้ง่าย
หากมี GPS บันทึกพิกัดได้ยิ่งดี เมื่อดูจาก Google Earth จะได้เห็นมุมมองใหม่ ในแง่ชัยภูมิ
11. หากสุสานไม่ได้พิงทิศใต้ ท่านสามารถไปไหว้ช่วงตังโจ่ยแทน ( ประมาณ 22 ธันวา – 5 มค.)
อากาศจะเย็นสบายกว่ามาก การเดินทางสะดวกกว่า รถไม่ติด อาหารไม่แพง
ดูรายละเอียดหน้า 73 ในหนังสือ ปฎิทินฤกษ์มงคล 2552 : ฤกษ์ไหว้สุสานบรรพบุรุษ
12. ย้ำเตือน ห้ามจุดประทัด
*** หากไม่รู้จริง อันตราย / ห้ามเป็นอสูรและแตกสลาย ทั้งด้านหลัง ตำแหน่งที่จุด / ห้ามเป็นดาว 5 ***
กรุณาอ่าน สุสานบรรพบุรุษ จุดประทัดเกิดเรื่องวิบัติ
แนะนำให้ ตกแต่งด้วย กระดาษม้วนสายรุ้ง
( สุสานคนเป็น – แซกี – ใช้สายรุ้งสีแดง :: สุสานคนตาย – ฮกกี – ใช้หลากสีได้ )
13. *** ห้ามปักธง ลงบนหลังเต่า
14. ห้าม ถอนหญ้า ขุด กระทบใด ๆ ***
( เมื่อหลายปีก่อน ซือเฮียสุภชัยเคยเผลอไปถอนหญ้า รถ Volvo ตกหลุม ใต้ท้องรถกระแทก ห้องน้ำมันเครื่องแตก
ต้องเรียกรถมาลากกลับ หมดค่าซ่อมหลายหมื่น โชคดีที่ประกันจ่าย แต่ก็เสียเวลาทั้งวัน วุ่นวายพอควร )
15. ก่อนกลับ อย่าลืมชำระค่าบำรุงสถานที่ ( แต่ละแห่งไม่เท่ากัน )

Posted by krittapas on มกราคม 13, 2012

วันอนุรักษ์มรดกไทย

วันอนุรักษ์มรดกไทย ตรงกับวันที่ 2 เมษายนของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอย่างใหญ่หลวงในงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศิลปวัฒนธรรมเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นมาเป็นเวลาช้านาน ศิลปวัฒนธรรมไทยนับเป็นสิ่งสำคัญในยิ่ง ในอันที่จะหล่อหลอมชาวไทยในภูมิภาคต่างๆ ให้เกิดความสมานฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียว

แต่เนื่องจากกรเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เป็นไปอย่างรวดเร็วมีผลทำให้มรดกทางวัฒนธรรมในแขนงต่างๆ นับตั้งแต่โบราณวัตถุ โบราณสถาน วรรณกรรม ศิลปกรรม นาฏศิลป์ ดนตรี ตลอดจนวิธีการดำเนินชีวิต ค่านิยมและระบบประเพณีต่างๆ ในท้องถิ่นได้รับผลกระทบและถูกละเลยทอดทิ้งและแม้ว่าในภาครัฐบาล จะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมโดยตรง แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ทันเหตุการณ์ได้ จึงจำเป็นต้องหามาตรการในการที่จะประชาสัมพันธ์ และขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้เข้ามามีส่วนร่วมในการรักษามรดกวัฒนธรรมของชาติให้มากขึ้น

กรมศิลปากรจึงได้นำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาเห็นชอบในการที่จะกำหนดช่วงเวลาที่แน่ชัดในรอบปีหนึ่งๆ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้รำลึกถึงความสำคัญ และความจำเป็นของการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมของชาติ เพื่อให้เกิดแนวความคิด ความต้องการในอันที่จะทำนุบำรุงรักษาโบราณสถาน โบราณวัตถุ และศิลปวัฒนธรรมแขนงต่างๆ

ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2528 ประกาศให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปี อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ องค์เอกอัคราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย เป็นวันอนุรักษ์มรดกไทย ด้วยตระหนักในพระปรีชาสามารถทางด้านศิลปวัฒนธรรมของพระองค์ และพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงอนุเคราะห์และสนับสนุนกิจกรรมอันเนื่องด้วยงานวัฒนธรรมของชาติตลอดมา และในวันที่ 23 กรกฎาคม 2532 ได้มีการจัดตั้งกองทนุอนุรักษ์มรดกไทยขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศ

โดยแต่งตั้งคณะกรรมการอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทย เป็นผู้รับผิดชอบการดำเนินการ โดยมี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการฯ อธิบดีกรมศิลปากร เป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและเอกชน รวม 28 คน เป็นกรรมการ

การจัดงานวันอนุรักษ์มรดกไทยได้ดำเนินการผ่านมาแล้ว 20 ปี และการจัดงานวันอนุรักษ์มรดกไทยประจำปี 2538 นี้ นับเป็นปีที่ 22 โดยได้รับความร่วมมือจากจังหวัด หน่วยงานเอกชน หน่วยงานของรัฐบาลและประชาชนในการจัดกิจกรรมวันอนุรักษ์มรดกไทยในช่วงสัปดาห์อนุรักษ์มรดกไทย 2 – 8 เมษายน ของทุกปี บางจังหวัด บางหน่วยงานก็จัดกิจกรรมสนับสนุนตลอดทั้งปี ซึ่งนับว่าประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง

อนึ่ง นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2535 เป็นต้นมา คณะกรรมการอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทย ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดงานใหม่โดยให้มีทิศทางในการจัดงานแน่นอน คือการกำหนดหัวเรื่องของการจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อการอนุรักษ์มรดกไทย ซึ่งในปีพุทธศักราช 2535 คณะกรรมการอำนวยการวันอนุรักษ์มรดกไทยได้กำหนดให้เป็นปีอนุรักษ์ การดนตรีไทย ปีพุทธศักราช 2536 เป็นปีอนุรักษ์การช่างศิลป์ไทย

Posted by krittapas on มกราคม 13, 2012

วันออมสิน

วันออมสิน
ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี

วันออมสิน ตรงกับวันที่ 1 เมษายน ของทุกปี วันออมสินได้ถูกกำหนดขึ้น เพื่อ เป็นการระลึกถึงการก่อกำเนิดขึ้นของธนาคารออมสินโดยจัดกิจกรรมเป็นประจำทุก ปีเพื่อเป็นการรักนิสัยการออมเงินสำหรับเด็ก เยาวชนและประชาชนโดยทั่วไป โดยธนาคารออมสินทั่วประเทศได้จัดให้มีการรับฝากเงิน โดยผู้ที่ฝากเงินตั้งแต่ 50 บาท ขึ้นไป จะได้รับการแจกของขวัญ เป็นประจำทุกปี

ประวัติและวิวัฒนาการธนาคาร

กิจการการออมสิน ได้เริ่มขึ้น ในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2456 ตาม พระราชประสงค์ของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ทรงเห็นคุณประโยชน์ของการออมทรัพย์ เพื่อให้ประชาชนรู้จักการประหยัด การเก็บออมมีสถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินเงินทองของปกโจรผู้ร้าย จึงได้ทรงจัดตั้งคลังออมสินขึ้น โดยสังกัดกรมพระคลังมหาสมบัติ ดำเนินธุรกิจภายใต้พระราชบัญญัติคลังออมสิน พ.ศ. 2456

ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 คลังออมสินได้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของกรมไปรษณีย์โทรเลข กิจการได้เริ่มแพร่หลาย และเป็นที่นิยมของประชาชนมากขึ้น ต่อมาภายหลังเมื่อสงครามครั้งที่ 2 ยุติลงรัฐบาลได้เห็นถึง คุณประโยชน์ของการ ออมทรัพย์และความสำคัญของคลังออมสิน ที่มีต่อการพัฒนาประเทศจึงได้ยกฐานะของคลังออมสินขึ้น เป็นองค์การของรัฐบาล มีฐานะเป็นนิติบุคคลดำเนินธุรกิจ ภายใต้พระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. 2489 มีการบริหารงานโดยอิสระ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เริ่มดำเนินธุรกิจในรูปธนาคารออมสินตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2490 เป็นต้นมา

ในปัจุบันธนาคารออมสินมีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นรัฐวิสาหกิจ ในรูปของ สถาบันการเงินที่มีรัฐบาลเป็นประกัน อยู่ภายใต้กำกับโดยทั่วไปของ กระทรวงการคลัง มีสาขา 588 สาขาทั่วประเทศ มีอายุครบ 93 ปี เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2549 ที่ผ่านมานี้

Posted by krittapas on มกราคม 13, 2012

วันน้ำของโลก

น้ำเป็นสิ่งทรัพยากรของโลกที่มีอยู่ตามท้องที่และทะเล น้ำอาจจะให้เราดื่มกิน อาบน้ำและบริโภคของมนุษย์ทุกวัน วันน้ำของโลกจะทำให้เราได้รู้เรื่องน้ำและการรักษาน้ำให้อยู่ดำรงและดูแลประหยัดเรื่องน้ำ การใช้สอยเรื่องน้ำ บางครั้งเราใช้น้ำอย่างไม่ประหยัดทำให้เราเสียทรัพยากรน้ำไปโดยเปล่าประโยชน์และไม่เห็นคุณค่าของน้ำเลยสักนิด เราจึงควรเตรียมพร้อมและดูแลเรื่องน้ำถือเป็นสิ่งที่จะเป็นของมนุษย์ที่มีมานมนามตั้งแต่สร้างโลกมนุษย์หลายล้านปี สัตว์ต่างๆรวมถึงสัตว์ทุกชนิด สองเท้า และสี่เท้า ยังต้องพึ่งพาน้ำให้อยู่รอดการดำรงชีวิตของมัน นกเพนกวินจะต้องใช้น้ำเพื่อว่ายน้ำและรวมถึงปลาที่บริโภค ยังต้องใช้ในการว่ายน้ำเพื่อการดำรงอยู่ของมันในโลกนี้ ถ้าหากขาดน้ำในร่างกายมนุษย์ก็จะไม่ได้เพราะน้ำอยู่ในร่างกายมนุษย์มากทีเดียว คนเราขาดน้ำไม่ได้ แต่ขาดอาหารได้ จะตายทันทีถ้าเราขาดน้ำไม่บริโภคและการใช้อาบและทำอาหารในครอบครัวก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการใช้งานเหล่านั้นเมื่อเราเห็นฝนตกก็ควรเก็บน้ำไว้เพื่อสำรองไว้ใช้บริโภคได้ วันน้ำของโลกที่จะมาถึงก็ขอให้เราได้รู้จักและเห็นคุณค่าทรัพยากรน้ำเป็นสิ่งที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อมนุษย์มหาศาลนับเอนกอนันต์เลยทีเดียว การมาสร้างจิตสำนึกเพื่อการใช้และบริโภคอย่างถูกต้องต้องอาศัยเวลาเพื่อให้คนได้เข้าใจในเรื่องนี้ วันน้ำของโลกจัดในวันที่ 22 มีนาคม เพื่อระลึกถึงความสำคัญของน้ำ การอนุรักษ์น้ำการพัฒนาแหล่งน้ำ สิ่งแวดล้อมของชาติ ช่วยกันดูแล บำรุงรักษาน้ำเพื่อทรัพยากรน้ำจืดอย่างยั่งยืนสืบไป

วันน้ำของโลก (World Day for Water) ตรงกับวันที่ 22 มีนาคม ของทุกปี เนื่องจากองค์การสหประชาชาติ ได้ตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น และอาจก่อให้เกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำขึ้นได้ในอนาคต ดังนั้น ในปี ค.ศ.1992 สมัชชาสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันที่ 22 มีนาคม ของทุกปีเป็น ” วันน้ำของโลก ” หรือ ” World Day for Water ” เพื่อระลึกถึงความสำคัญของน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดในโลก อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวในหมู่มวลมนุษยชาติ ในเรื่องการอนุรักษ์น้ำ และการพัฒนาแหล่งน้ำ ตลอดจนดำเนินการตามข้อเสนอแนะของที่ประชุมสหประชาชาติปี 1992 ว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา หรือที่เรียกกันว่า Agenda 21 จัดโดยองค์การน้ำแห่งสหประชาชาติ (UN Water) ซึ่งในแต่ละปีจะมีหน่วยงาน ในสังกัดองค์การสหประชาชาติรับผิดชอบในการร่วมจัดงาน ซึ่งในปี 2007 นี้ องค์การอาหารและการเกษตรโลก (FAO) และองค์การสหประชาชาติ (UN) (ในนามโครงการน้ำเพื่อชีวิต) (Water for life) เป็นผู้จัดร่วม ในหัวข้องาน(ธีม) ว่า Coping with Water Scarcity

Posted by krittapas on มกราคม 13, 2012

วันเอพริลฟูลส์ หรือ วันเมษาหน้าโง่

วันเอพริลฟูลส์ (อังกฤษ: April Fool’s Day) หรือเรียกในชื่ออื่นว่า วันเมษาหน้าโง่, วันโกหกเดือนเมษายน, วันเทศกาลคนโง่ เป็นเทศกาลในวันที่ 1 เมษายน วันนี้เป็นวันที่จะอนุญาตให้โกหกต่อกันได้ โดยไม่ถือโกรธ ในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับของวันนี้ อาจมีเหตุการณ์น่าตกใจ ตื่นเต้นเป็นหัวข้อข่าว แต่แล้วในวันรุ่งขึ้นต่อมาจึงได้เฉลยว่าข่าวที่ลงไปนั้นไม่เป็นความจริงแต่ อย่างใดเทศกาลนี้เริ่มขึ้นที่ ประเทศฝรั่งเศส และเป็นที่นิยมกันไปทั่วโลก ในประเทศไทยเริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามเวลา

ย้อนหลังกลับไปในศตวรรษที่ 16 ประเทศฝรั่งเศสถือว่าวันที่ 1 เมษายนเป็นวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนจะพากันเฉลิมฉลอง จัดงานเลี้ยง และล้อมวงเต้นรำกันอย่างครึกครื้นจนถึงค่ำ

แต่มาในปี ค.ศ. 1592 พระสันตปาปาเกรเกอรี่ได้ประกาศใช้ปฏิทินใหม่สำหรับชาวคริสต์ ทำให้วันปีใหม่ถูกเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปเป็นวันที่ 1 เดือนมกราคม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปัญหาด้านการสื่อสารที่ล่าช้าในยุคนั้น ยังคงมีประชาชนบางส่วนที่ไม่รู้ หรือรู้แต่ไม่เชื่อเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พวกเขายังจัดงานฉลองวันปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายนตามเดิม ทำให้คนอื่นๆ พากันเรียกพวกเขาว่า “พวกเมษาหน้าโง่” (April Fools) แล้วพยายามกลั่นแกล้งคนพวกนี้โดยส่งข้อความไปหลอก หรือล่อลวงให้หลงเชื่อเรื่องโกหกทั้งหลายว่าเป็นเรื่องจริง

ในปัจจุบัน วันที่ 1 เมษายนจะถูกเรียกว่า “Poisson d’Avril” พวกเด็กๆ จะแกล้งเพื่อนๆ ด้วยการเอากระดาษรูปปลาไปแปะไว้ข้างหลัง เมื่อฝ่ายที่ถูกแกล้งรู้ตัว คนแกล้งจะตะโกนว่า “Poisson d’Avril!” (April Fish!) ซึ่งเป็นคำที่คนฝรั่งเศสใช้เรียกคนที่ถูกหลอก หรือถูกแกล้งในวันที่ 1 เมษายน

และเช่นเดียวกัน ชาวอเมริกันก็นิยมหยอกล้อเพื่อนฝูง หรือคนแปลกหน้าในวันดังกล่าว ซึ่งการโกหกที่เป็นสากลที่สุดในวันนี้ คือการชี้ไปที่รองเท้าของเพื่อน และพูดออกมาว่า “เชือกรองเท้าของเธอหลุดแน่ะ” นอกจากนี้ ถ้าย้อนกลับไปในศตวรรษที่ 19 พวกอาจารย์จะแกล้งบอกกับลูกศิษย์ของเขาว่า “ดูโน่นสิ ฝูงห่าน” แล้วชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ส่วนในโรงเรียนต่างๆ กลุ่มนักเรียนจะหลอกเพื่อนคนอื่นว่าโรงเรียนงดการเรียนการสอนในวันนั้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการโกหกแบบไหน เมื่อไหร่ที่เหยื่อตกหลุมพรางตามแผนที่คนแกล้งวางเอาไว้แล้ว คนแกล้งจะตะโกนออกมาว่า “April Fool!”

อีกหนึ่งกลอุบายในการกลั่น แกล้งที่แทบจะกลายเป็นธรมเนียมปฏิบัติ คือการเทเกลือลงในโถใส่น้ำตาลเพื่อแกล้งคนที่นั่งข้างๆ แน่นอนว่าวิธีนี้คงไม่ดีแน่ถ้าจะเล่นกับคนแปลกหน้า แต่สำหรับนักเรียนหอ พวกเขามักจะมีกลเม็ดเด็ดๆ ที่จะทำให้แกล้งฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแนบเนียน แถมได้ผลอยู่เสมอ นั่นก็คือการหมุนเข็มนาฬิกาของตัวเองให้เดินช้า 1 ชั่วโมง เพื่อหลอกรูมเมทให้มาเข้าชั้นเรียนผิดเวลา

หัวใจของการโกหกในวัน April Fool Day คือความตลก โดยเรื่องที่โกหกต้องอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ไม่ทำอันตรายให้คนอื่น ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่เกี่ยวกับความเป็นความตาย เพราะฉะนั้น กลอุบายที่ยอดเยี่ยมที่สุดจะต้องทำให้ทุกคนหัวเราะได้ โดยเฉพาะคนที่ตกเป็นเหยื่อ

Posted by krittapas on มกราคม 13, 2012

วันช้างไทย


วันช้างไทย ริเริ่มจากคณะอนุกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานประสานงาน องค์การภาครัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้างไทยคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเล็งเห็นว่าหากมีการสถาปนาวันช้างไทยขึ้น จะช่วยให้ประชาชนคนไทย หันมาสนใจช้าง รักช้าง หวงแหนช้าง ตลอดจนให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลืออนุรักษ์ช้างมากขึ้น

คณะอนุกรรมการฯ จึงได้พิจารณาหาวันที่เหมาะสม ซึ่งครั้งแรกได้พิจารณาเอาวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทำยุทธหัตถี มีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา แต่วันดังกล่าวถูกใช้เป็นวันกองทัพไทยไปแล้ว จึงได้พิจารณาวันอื่น และเห็นว่าวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการคัดเลือกสัตว์ประจำชาติ มีมติให้ช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยนั้นมีความเหมาะสม จึงได้นำเสนอมติตามลำดับขั้นเข้าสู่คณะรัฐมนตรี โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกทางหนึ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 เห็นชอบให้ วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เป็น วันช้างไทย และได้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2541

ผลจากการที่ประเทศไทยมีวันช้างไทยเกิดขึ้น นับเป็นการยกย่องให้เกียรติว่าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอีกครั้ง นอกเหนือจากเกียรติที่ช้างเคยได้รับในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช้างเผือกในธงชาติ หรือช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์

Posted by krittapas on มกราคม 13, 2012

วันสตรีสากล


วันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1857 กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า รัฐนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิของพวกเธอ แต่สุดท้ายกลับมีผู้หญิงถึง 119 คนต้องเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ด้วยการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่

ในปี ค.ศ.1907 กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้าที่เมืองชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกาทนไม่ไหวต่อการเอารัด เอาเปรียบ กดขี่ ทารุณ ของนายจ้างที่ใช้งานพวกเธอเยี่ยงทาส เนื่องจากกรรมกรหญิงเหล่านี้ต้องทำงานหนักถึงวันละ 16-17 ชั่วโมง โดยไม่มีวันหยุด ไม่มีประกันการใช้แรงงานใดๆ เป็นผลให้เกิดความเจ็บป่วยล้มตายตามมาในระยะเวลาอันรวดเร็ว แต่กลับได้รับค่าแรงเพียงน้อยนิด และหากตั้งครรภ์ก็ถูกไล่ออก

จึงมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คืนมา และมี “คลาร่า เซทคิน”นักการเมืองสตรีสายแนวคิดสังคมนิยม ชาวเยอรมัน เป็นผู้นำสำคัญในการเคลื่อนไหว

บทบาทของ”คลาร่า เซทคิน” นั้น เป็นแกนนำสำคัญในการต่อต้านอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แห่งพรรคนาซี และต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการ โดยเธอได้กล่าวสุนทรพจน์โจมตีอดอล์ฟ ฮิตเลอร์อย่างรุนแรง จนถึงปี ค.ศ.1933 พรรคนาซีเยอรมันเข้ารวบอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ

เมื่อ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์มีอำนาจในการปกครองอย่างเด็ดขาด ทำให้คลาร่า เซทคิน ต้องยุติบทบาทนักการเมืองสายแนวคิดสังคมนิยม ก่อนถูกรัฐบาลตามล่ากวาดล้างจนต้องลี้ภัยไปใช้ชีวิตที่ประเทศรัสเซียแทน และถึงแก่กรรมในปีเดียวกัน

คลาร่า เซทคิน มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคให้กับสตรี อีกทั้งยังทำงานเพื่อสตรีมาโดยตลอด ทำให้คลาร่า ได้รับการขนานนามจากกลุ่มองค์กรสตรีนานาชาติว่าเป็น “มารดาแห่งการเคลื่อนไหวสตรีสากล”

ในการเคลื่อนไหวของคนงานหญิง ได้มีการนัดหยุดงานในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1907 พร้อมกับเรียกร้องให้นายจ้างลดเวลาการทำงานลงเหลือวันละ 8 ชั่วโมง อีกทั้งให้ปรับปรุงสวัสดิการทุกอย่าง และให้สตรีมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งด้วย

อย่างไรก็ตามแม้การเรียกร้องครั้งนี้ จะไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากมีแรงงานหญิงหลายร้อยคนถูกจับกุม แต่ก็ทำให้สตรีทั่วโลกสนับสนุนการกระทำของ “คลาร่า เซทคิน” และเป็นการจุดประกายให้สตรีทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงสิทธิของตัวเองมากขึ้น

ต่อมาในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1908 มีแรงงานหญิงกว่า 15,000 คน ร่วมเดินขบวนทั่วเมืองนิวยอร์ค เรียกร้องให้ยุติการใช้แรงงานเด็ก โดยมีคำขวัญการรณรงค์ว่า “ขนมปังกับดอกกุหลาบ” ซึ่งหมายถึงการได้รับอาหารที่พอเพียงพร้อมๆ กับคุณภาพชีวิตที่ดีนั่นเอง

จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 ความพยายามของกรรมกรสตรีกลุ่มนี้ก็ประสบผลสำเร็จ เมื่อมีตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ เข้าร่วมประชุมสมัชชาสตรีสังคมนิยมครั้งที่ 2 ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี ในระบบสาม 8 คือ ยอมให้ลดเวลาทำงานเหลือวันละ 8 ชั่วโมง ให้เวลาศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองอีก 8 ชั่วโมง และอีก 8 ชั่วโมงเป็นเวลาพักผ่อน พร้อมกันนี้ยังได้ปรับค่าแรงของแรงงานหญิงให้เท่าเทียมกับแรงงานชาย และยังมีการคุ้มครองสวัสดิการสตรีและแรงงานเด็กอีกด้วย

ทั้งนี้ยังได้รับรองข้อเสนอของ “คลาร่า เซทคิน” ด้วยการกำหนดให้วันที่ 8 มีนาคม ของทุกปีเป็นวันสตรีสากล

ย้อนมองสังคมไทย ประวัติศาสตร์การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานในสังคมไทย ซึ่งมีผู้หญิงจำนวนมากในโลกทุนนิยม ก็หาได้ยอมจำนนต่อระบบทุนนิยมที่เอารัดเอาปรียบผู้ใช้แรงงาน ซึ่งทำให้แรงงานกลายเป็นเพียงสินค้า เป็นเพียงปัจจัยการผลิตเสมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่งในสายพานการผลิต ผู้ใช้แรงงานก็ต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเสมอมา ทั้งเรื่องการปรับปรุงสภาพการจ้าง การคุ้มครองหลักประกันสังคม ความปลอดภัยในการทำงาน ฯลฯ และมีผู้ใช้แรงงานจำนวนไม่น้อยที่ก้าวสู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานนั้น เป็นการต่อสู้ทั้งระดับชีวิตประจำวัน และปัญหาทางโครงสร้างนโยบายกฎหมาย โดยมีทั้งระดับปัจเจกชน ระดับกลุ่ม ทั้งรูปแบบสหภาพแรงงาน และรูปแบบอื่นๆ เช่น กลุ่มย่านต่างๆ

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ใช้แรงงานหญิงสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ผู้ประสบชตากรรมถูกนายจ้างไล่ออกจากงาน ในฐานะไม่เชื่อฟัง คำสั่งของนายจ้าง และมักต่อรองกับนายจ้างไม่ให้เอาเปรียบพนักงานเสมอมา ก็ได้เปิดโปงการปลิ้นปล้นหลอกลวงของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “ที่ดีแต่พูด” และแก้ปัญหาให้นายทุนมากกว่าผู้ใช้แรงงาน เชื่อกลไลราชการมากว่าการฟังเสียงผู้ใช้แรงงาน

เช่นเดียวกัน การต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย เพื่อประชาธิปไตย ในสังคมไทยห้วงปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า มีผู้หญิงจำนวนมากหลากหลายฐานะ อาชีพ ชนชั้น ตลอดทั้งผู้ใช้แรงงานบางส่วน

โดยมีเป้าหมายเดียวกัน “อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชน” มีความเชื่อว่า “ทุกคนเท่ากัน” “ไพร่ก็มีหัวใจ” ได้ต่อสู้อย่างอดทน เผชิญกับความยากลำบาก อย่างไม่ท้อถอยในนาม “คนเสื้อแดง”

100 ปีวันสตรีสากล จึงมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ให้ความทรงจำกับผู้หญิงผู้ถูกกดขี่ทั่วโลกได้ตระหนักการต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพื่อสิทธิเสรีภาพ เพื่อความเสมอภาคและเพื่อประชาธิปไตย

สำหรับสังคมไทยแล้ว วันสตรีสากลในปีนี้ ย่อมทำให้ต้องตระหนักว่า สิทธิของผู้ใช้แรงงาน และระบอบประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้

เฉกเช่นการต่อสู้ของ”คลาร่า เซทคิน” มารดาแห่งการเคลื่อนไหวสตรีสากล ผู้ได้ต่อสู้เพื่อสิทธิผู้ใช้แรงงาน และคัดค้านอำนาจนิยมเผด็จการฮิตเลอร์เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย

Posted by krittapas on มกราคม 11, 2012

วันศิลปินแห่งชาติ

วันศิลปินแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เนื่องจากวันที่ 24 กุมภาพันธ์ เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยทรงพระปรีชาสามารถในศิลปกรรมด้านต่างๆ หลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านกวีนิพนธ์ ด้านประติมากรรม และด้านดนตรี ทั้งยังทรงเป็นองค์อุปถัมภก ทรงทำนุบำรุง ซ่อมแซมงานศิลปกรรมต่างๆ และทรงส่งเสริมเชิดชูศิลปินผู้มีฝีมือมาตลอดรัชสมัยของพระองค์อีกด้วย ดังนั้น เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่นี้ คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ประกาศให้วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันศิลปินแห่งชาติ

Posted by krittapas on มกราคม 11, 2012

วันวาเลนไทน์

วันวาเลนไทน์นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยังสืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจากเหยือก แล้วหลังจากนั้นก็จะจับคู่กันในงานเฉลิมฉลอง บางครั้งการจับคู่นี้ ท้ายที่สุดก็จะจบลงด้วยการที่เด็กหนุ่มและเด็กสาวทั้งสองนั้นได้ตกหลุมรักกันและแต่งงานกันในที่สุด

ในรัชสมัยของ จักรพรรดิคลอดิอัส ที่ 2 (Emperor Claudius II) แห่ง กรุงโรม พระองค์ ทรงเป็นกษัตริย์ที่มี ใจคอดุร้ายและทรงนิยม การ ทำสงครามนองเลือด ได้ทรงตระหนักว่าเหตุที่ ชายหนุ่มส่วนมากไม่ประสงค์จะเข้าร่วม ในกองทัพเนื่องจากไม่อยากจากคู่รัก และครอบครัวไป จึงทรงมีพระราชโอง การสั่งห้ามมิให้มีการจัดพิธีหมั้นและแต่งงานกันในโรมโดยเด็ดขาด ทำให้ ประชาชนทุกข์ใจเป็นอย่างยิ่ง และขณะนั้น มีนักบุญรูปหนึ่งนามว่า เซนต์วาเลนไทน์ หรือวาเลนตินัส ซึ่งอาศัยอยู่ในโรมได้ ร่วมมือกับเซนต์มาริอัสจัดพิธีแต่งงานให้กับ ชาวคริสต์หลายคู่ และด้วยความปรารถนา ดีนี้เองจึงทำให้วาเลนไทน์ถูกจับและระ หว่างนี้ก็ยังคงส่งคำอวยพรวาเลนไทน์ ของเขาเองขณะที่เขาเป็นนักโทษ เป็น ความเชื่อว่าวาเลนไทน์ได้ตกหลุมรักหญิง สาวที่เป็นลูกสาวของผู้คุมที่ชื่อจูเลีย ซึ่งได้มาเยี่ยมเขาระหว่างที่ถูกคุมขัง ในคืนก่อนที่วาเลนไทน์จะสิ้นชีวิตโดยการถูกตัดศีรษะ เขาได้ส่งจดหมายฉบับ สุดท้ายถึงจูเลีย โดยลงท้ายว่า “From Your Valentine”

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 270 หลังจากนั้นศพของเขาได้ถูก เก็บไว้ที่โบสถ์ พราซีเดส (Praxedes) ณ กรุงโรม จูเลียได้ปลูกต้นอามันต์ หรืออัลมอลต์สีชมพู ไว้ใกล้หลุม ศพของวาเลนตินัส แด่ผู้เป็น ที่รักของเธอ โดยในทุกวันนี้ ต้นอามันต์สีชมพูได้เป็นตัวแทน แห่งรักนิรันดรและมิตรภาพ อันสวยงาม และคำนี้ก็เป็นคำที่ใช้มา จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเบื้อง หลังความเป็นจริงของวาเลนไทน์จะเป็นตำนานที่มืดมัว แต่เรื่องราวยังคงแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกสงสาร ความกล้าหาญและที่สำคัญที่สุดเป็นเครื่องหมายของความโรแมนติค จึงไม่น่าประหลาดใจ เลยว่าในช่วงยุคกลางวาเลนไทน์เป็นนักบุญ ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอังกฤษและฝรั่งเศส ต่อมาพระในนิกายโรมันคาทอลิกจึงเลือกให้ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักและดูเหมือนว่ายัง คงเป็นธรรมเนียมที่ชายหนุ่มจะเลือก หญิงสาวที่ตนเองพึงใจในวันวาเลนไทน์ สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้